อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 27 กระดาษฮวาเว่ยแพงลิบลิ่ว
สิ้นประโยคนี้ เสียงหัวเราะเยาะหยันพลันดังระเบิดประสานกันขึ้นมารอบทิศทางทันที
เสียงหัวเราะเหล่านั้นหาได้แฝงเจตนาร้ายอันใด ราวกับว่าพวกเขาเพียงแค่ได้พบเห็นเรื่องแปลกประหลาดขึ้นมาเฉยๆ ตื่นเต้นสงสัยบริสุทธิ์ใจดั่งเด็กน้อย ประดุจกลุ่มคนกำลังยืนล้อมวงมุงดูสุนัขสองตัวขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวร่วมกับมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น
เมิ่งเหอเจ๋อเพราะเหตุนี้ จึงยิ่งรู้สึกโกรธแค้นอับอายยิ่งขึ้นไปอีก
เขาหันกลับไปมองตามเสียง เห็นใต้ต้นหลิวริมทะเลสาบอันพริ้วไหว ภายในศาลาท่าน้ำ มีกลุ่มเด็กสาวบำเพ็ญเซียนนั่งบ้างยืนบ้าง พูดคุยหัวเราะร่าด้วยความสำราญใจยิ่ง และยังมีเด็กหนุ่มชุดหรูหราอีกกลุ่มล้อมรอบพวกนางอยู่ บางคนช่วยโบกพัดให้ บางคนคอยป้อนผลไม้และขนมหวาน พลางชี้นิ้วมาทางพวกเขาสองคนศิษย์ฝ่ายนอกอย่างไม่เกรงใจ
ใบหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อแดงซ่านด้วยความโกรธ หมัดสองข้างกำแน่นจนเล็บแทบฝังเนื้อ
ซ่งเฉียนจีพลันถามขึ้นเบาๆ “เมื่อครู่ข้าพร่ำสอนเจ้าว่าอย่างไร?”
เมิ่งเหอเจ๋อสูดหายใจเข้าลึกอย่างสุดแรง กำปั้นที่เกร็งแน่นค่อยๆ คลายออก “ใกล้จะทะลวงขั้น ห้ามใจร้อน ห้ามระเบิดโทสะ”
“หากเจ้ารู้สึกอึดอัดใจ มิสู้กลับไปก่อนเถอะ” ซ่งเฉียนจีเอ่ยเตือน เป็นความหวังดีต่อเขา
ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อกลับถูกกระตุ้นความยากเอาชนะขึ้นมาเสียอย่างนั้น ตั้งมั่นว่าจะใช้อุปสรรคครั้งนี้ขัดเกลาจิตใจของตนเองให้จงได้
ในเมื่อศิษย์พี่ซ่งยังสามารถนิ่งสงบไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ แล้วเหตุใดตัวข้าจะทำไม่ได้กันเล่า?
ทั้งสองคนเดินทอดน่องจากไปไกลเรื่อยๆ
แต่เสียงหัวเราะเยาะในศาลาท่าน้ำยังคงดังแว่วมาตามลมเช่นเดิม
เฉินหงจู้นั่งหันหลังให้ทะเลสาบพอดี จึงมองเห็นไม่ชัดเจนว่าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกคนใด พอได้ยินคำพูดถากถางเหล่านั้น จึงขมวดคิ้วมุ่นทันที
หากคำพูดเหล่านี้หลุดมาจากปากคนอื่น ย่อมเป็นเพียงคำล้อเลียนขบขันที่ไม่ได้ตั้งใจ ทว่าคนที่พูดดันนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนาง ทั้งยังมีสีหน้าภาคภูมิใจและโอ้อวดบารมีอย่างยิ่ง ราวกับกำลังกระแนะกระแหนทางอ้อมว่านิกายฮวาเว่ยไร้ระเบียบวินัย ปล่อยปละละเลยจนปกครองพวกศิษย์ฝ่ายนอกไม่ได้เรื่อง
แม้เรื่องภายในจะไม่ควรนำไปแพร่พรายภายนอก ทว่าหลังจากศิษย์แต่ละสำนักเข้าพำนักในนิกายฮวาเว่ย เรื่องราวของฝ่ายนอกก็เริ่มมีแว่วเข้าหูผู้คนมาบ้างแล้ว
ฝ่ายนอกนิกายฮวาเว่ย ได้ชื่อว่าดื้อรั้นหัวแข็ง “ไม่เชื่อฟังคำสั่ง” โด่งดังไปทั่ว
งานหยาบงานเหนื่อยแบบเดียวกัน หากเป็นที่นี่ต้องจ่ายหินปราณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ถึงจะมีศิษย์ฝ่ายนอกยอมทำ ศิษย์เหล่านั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณการอุทิศตนเพื่อสำนักอย่างแท้จริง ความเคารพรักและศรัทธาทั้งหมดของพวกเขา ล้วนอุทิศมอบให้แก่คนคนเดียวเท่านั้น
ในใจของเฉินหงจู้รู้สึกอัดอั้นตันใจ นางรู้ดีแก่ใจว่าต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงและป่วนโลกทั้งหมดนี้คือใคร
ทว่ากลับไร้ทางแก้ไขเอาเสียเลย
นางจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแก้เขิน “เฟิงจื่ออี ที่เจ้าบอกว่าจะลงพนันเมื่อกี้ ตกลงจะพนันกันอย่างไร? เจ้าคงไม่ได้ปอดแหกจนไม่กล้าเล่นแล้วหรอกนะ?”
เด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสวมชุดกระโปรงสีม่วง คล้องห่วงกระดิ่งเงินที่ลำคอ ปักดอกโฉมสะคราญหยกสีขาวสะอาดบานสะพรั่งที่หูดูโดดเด่นยิ่ง
ยามนางหัวเราะตัวโยนจนดอกไม้ที่ทัดหูสั่นไหว กระดิ่งเงินส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง แผ่เสน่ห์เย้ายวนเจิดจ้าไปทั้งศาลา “แน่นอนว่าต้องพนันสิ! มุกเม็ดนี้คือมุกราชาเงือกใต้ทะเลลึก มีสรรพคุณวิเศษในการแยกน้ำแหวกคลื่น ข่มขวัญพวกสัตว์อสูรทะเลร้าย ข้าเองก็อาศัยวาสนาล้นฟ้าถึงได้มาครอบครองเม็ดหนึ่ง วันนี้ใครในนิกายฮวาเว่ยมีความสามารถ งั้นก็เชิญมาแย่งชิงไปได้ตามใจชอบเลย!”
มุกกลมโตสีเขียวครามวิบวับเม็ดหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะหยก ภายในมีกระแสคลื่นหมุนวนจางๆ สาดแสงส่องสว่างส่งให้ศาลาท่าน้ำสว่างไสวขึ้นทันตา
“ข้าขอช่วยสมทบรางวัลให้ศิษย์น้องอีกแรงแล้วกัน หยกพกพาลวดลายเมฆาชิ้นนี้ มีค่ายกลป้องกันขนาดเล็กติดตั้งคุ้มครองไว้ สามารถต้านทานแรงโจมตีของยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำได้หนึ่งครั้ง” เด็กหนุ่มเบื้องหลังนางเอ่ยอย่างถ่อมตัว “ไม่ใช่ของล้ำค่าอันใด เอาไว้ให้ทุกท่านเล่นสนุกแก้ขัดน่ะ”
เมื่อมีสองคนนี้เบิกทาง คนจากสำนักอื่นต่างก็พากันยื่นมือเข้ามาร่วมวงทันที
“ข้าเองก็ขอช่วยสมทบอีกสักชิ้นแล้วกัน”
“งั้นข้าก็ขอส่งของเข้าร่วมสนุกด้วยคน”
เพียงชั่วครู่ บนโต๊ะหยกพลันเนืองแน่นไปด้วยสมบัติวิเศษนานาชนิด ไม่เพียงแต่มีมูลค่าและใช้งานได้จริง ทว่าหน้าตาการออกแบบยังดูประณีตงดงามน่ามอง
นิกายฮวาเว่ยครอบครองความเป็นหนึ่งในทวีปเทียนซี เบื้องหน้าดูรุ่งโรจน์เกริกไกร ทว่าทวีปเทียนซีกลับเป็นทวีปที่มีปราณวิญญาณเบาบางที่สุด และมีอาณาเขตเล็กที่สุดในบรรดาสี่ทวีป
อีกสามทวีปที่เหลือมีทั้งสำนักศึกษาชิงหยา วัดหงเย่ สำนักเซียนอิ๋น อารามจื่ออวิ๋น นิกายต้าเหยียน และสำนักชั้นยอดอีกมากมาย ทั้งยังมีตระกูลเซียนสายตรงอย่างจ้าว, หลิว, เว่ย, เฟิง ที่มีอิทธิพลหยั่งรากลึกมานานหลายร้อยปี
ไม่ว่าสำนักใดจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานชุมนุมปัญญาชน ย่อมต้องเผชิญกับการ “ทดสอบบารมี” อยู่เสมอ
ก่อนที่งานชุมนุมจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ คนรุ่นใหม่ต่างพากันใช้โอกาสมั่วสุมรื่นเริงแอบประชันฝีมือกันเงียบๆ ทั้งประชันกำลังทรัพย์ ทั้งประชันความสามารถเชิงบู๊เชิงบุ๋น
เฉินหงจู้มีศิษย์นิกายฮวาเว่ยเจ็ดแปดคนคอยติดตาม ซึ่งทุกคนล้วนเป็นศิษย์สายตรงของเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าของยอดเขา ยามนี้ต่างพากันดึงเอาสมบัติวิเศษส่วนตัวออกมาประชันด้วยเช่นกัน
เบื้องหน้ากู่ก้องอย่างใจกว้าง ทว่าแอบส่งเสียงปราณสื่อสารถึงเฉินหงจู้ “คุณหนูใหญ่ หากเกิดพ่ายแพ้จนหมดตัวขึ้นมา สามารถเอาใบเสร็จไปเบิกหินปราณคืนกับศิษย์พี่ใหญ่ได้ไหมขอรับ?”
เฉินหงจู้โมโหส่งเสียงด่ากลับไปในทันที “แพ้แล้วยังมีหน้าจะมาเบิกเงินคืนอีกรึ! เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของสำนัก หากแพ้ขึ้นมา ข้าจะสั่งให้พวกเจ้าไปนั่งสำนึกตนที่หน้าผาต้วนซานให้หมดเลยคอยดู!”
ในฐานะเจ้าบ้าน นางจะยอมพ่ายแพ้ได้อย่างไร ถูกต้องไหม?
นี่เป็นเวทีที่เด็กสาวผู้ฝึกตนเป็นคนเริ่มเปิดประเด็นประชันฝีมือ ต่อให้เล่นเลยเถิดไปบ้าง ก็ยังอ้างได้ว่า “เด็กผู้หญิงล้อเล่นกัน ไม่มีหัวคิด” เป็นอันจบเรื่อง จะไม่ทำลายความปรองดองเบื้องหน้าและภาพลักษณ์โดยรวมของสำนัก
หยวนชิ่งสือไม่ได้มาร่วมวงด้วย เช่นเดียวกับผู้ดูแลสำนักศึกษาชิงหยาอย่างปราชญ์จื่อเยี่ย หรือศิษย์เอกสายตรงของสำนักอื่นๆ ต่างก็ไม่ได้ออกหน้ามาเล่นสนุก พวกเขานั่งสนทนาธรรมกันอยู่ในศาลาท่าน้ำกลางทะเลสาบที่ห่างออกไปครึ่งค่อนทะเลสาบ ดื่มชา ฟังวิถี พลางสอดส่องดูแลพวกเขาอยู่ห่างๆ
ส่วนหกปราชญ์แห่งชิงหยาไม่ได้มาด้วย นั่นเป็นเพราะเพิ่งจะพ่ายแพ้ตบะแตกอย่างอับอายที่หน้าประตูเรือนซ่ง ยามนี้ยังไม่กู้หน้ากลับคืนมา จึงกลัวจะถูกผู้คนพากันหัวเราะเยาะเย้ยหยัน
“ตอนนี้เงินรางวัลพร้อมสรรพแล้ว ไม่ทราบว่าจะประลองกันอย่างไรดี?” เฉินหงจู้ถาม “กติกาตามแต่พวกเจ้าจะเลือกเลย!”
เฟิงจื่ออียิ้มแย้มกล่าวอย่างมีเล่ห์นัย “รายการประลองฉิน หมาก อักษรและภาพวาดในงานชุมนุม พวกเราไม่จำเป็นต้องนำมาสู้กันในตอนนี้ หากประลองเขียนยันต์ พวกเราก็สู้พวกปัญญาชนจากสำนักศึกษาชิงหยาไม่ได้ หากประลองหลอมโอสถหรือคิดคำนวณค่ายกล ยิ่งสู้คนจากอารามจื่ออวิ๋นไม่ได้ หากประลองควบคุมสัตว์อสูร พวกเจ้าก็สู้สำนักต้าเหยียนของข้าไม่ได้... แต่ละสำนักล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่แตกต่างกันไป การประลองวิชาเหล่านั้นย่อมไม่ยุติธรรม มิสู้ประลองวิชาตัวเบาพื้นฐานที่ทุกคนต่างก็ต้องเรียนรู้เหมือนกันหมดจะดีกว่า ไม่มีใครได้เปรียบใคร”
ทุกคนต่างพากันส่งเสียงเห็นพ้องด้วยอย่างพร้อมเพรียง
เฉินหงจู้ “เช่นนั้นก็ประลองวิชาตัวเบาพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนเรียนมา!”
เฟิงจื่ออีหันไปทอดสายตามองทะเลสาบ
แสงอัสดงยามเย็นฉาบทาบทับผิวน้ำ ทะเลสาบเหยาเยว่สะท้อนประกายแสงสีทองระยิบระยับกว้างใหญ่ไพศาล ริมศาลาหินกลางน้ำมีใบบัวเพิ่งจะแตกหน่อใหม่อีกสองสามกอ พริ้วไหวตามสายลม ทรงตัวอย่างงดงาม
นางกล่าวว่า “มิสู้พวกเราส่งคนมาประลองวิชาตัวเบาสำนักละคน ใครสามารถเด็ดใบบัวริมศาลาหินกลางน้ำกลับมาได้ก่อน ย่อมถือเป็นผู้ชนะ สมบัติวิเศษทั้งหมดบนโต๊ะนี้ก็ยกให้ผู้นั้นไปเลย แน่นอนว่า ห้ามใช้ของวิเศษใดๆ ช่วยเร่งความเร็วเด็ดขาด!”
เฉินหงจู้ลอบค้อนในใจ กติกานี้เห็นชัดว่าสำนักต้าเหยียนของเจ้าได้เปรียบกว่าใครเพื่อน ใครบ้างไม่รู้ว่าพวกเจ้าตอนหัดควบคุมอสูรช่วงแรก สิ่งแรกที่ต้องฝึกคือการถูกอสูรวิ่งไล่กวดจนต้องสับเท้าโกยอ้าวสุดชีวิต ทุกคนจึงเชี่ยวชาญวิชาตัวเบาเอาตัวรอดกันเป็นอย่างดี
ทว่าในฐานะเจ้าบ้านต้องแสดงความสง่างาม นางจึงปรายตามองรอบๆ แล้วตอบตกลง “ได้สิ”
ศิษย์ที่นางพามาในวันนี้ นางตั้งใจคัดเลือกยอดฝีมือเฉพาะด้านมาอย่างดี ในจำนวนนั้นมีศิษย์สายตรงของเจ้าของยอดเขาคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญวิชากระบี่ไว วิชาตัวเบาก็รวดเร็วหาตัวจับยากยิ่ง
ศิษย์แต่ละสำนักต่างรู้ฝีมือของพวกพ้องดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรึกษากันให้วุ่นวาย ชั่วพริบตาก็เลือกตัวแทนเสร็จสิ้น
พวกเขาเดินออกจากศาลาท่าน้ำ รวบรวมลมปราณเพื่อเตรียมตัว เตรียมพร้อมอยู่ใต้ต้นหลิวริมทะเลสาบ
...
ซ่งเฉียนจีเดินอย่างเชื่องช้า เขาอยู่ใกล้ผิวน้ำทะเลสาบมาก ชายชุดคลุมเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ หยุดเดินเป็นระยะ ก้มลงเก็บก้อนกรวดทรายขึ้นมาลูบคลำดินโคลน หลับตาประสาทสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยลุกขึ้นเดินต่อ
สีหน้าท่าทางของเขาจดจ่อตั้งใจ ไม่สนใจผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา ราวกับว่าในโลกใบนี้มีเพียงตัวเขาและทะเลสาบผืนนี้เท่านั้น
ส่วนเมิ่งเหอเจ๋อกลับละลานตาไปหมด มองดูโน่นดูนี่จนมึนงง
มีคนพาสัตว์อสูรขนปุยสีขาวสะอาดมีสามหางที่แสนน่ารักออกมาเดินเล่น เขาคิดในใจ ในโลกนี้ยังมีสัตว์อสูรที่เชื่องและน่ารักขนาดนี้อยู่ด้วยรึ ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไรกันนะ สัตว์อสูรที่เขาเคยเลี้ยงตอนทำงานชั่วคราว ทำไมถึงมีแต่หน้าตาดุร้ายพร้อมจะงับหัวคนได้ทุกเมื่อแบบนั้นกันล่ะ
มีคนนำของวิเศษออกมาอวดสหาย แสงรัศมีวิบวับเป็นประกาย เขาลอบคิดในใจอย่างลำพองใจ ของเหล่านั้นสู้สร้อยลูกปัดหยกแดงของข้าไม่ได้เลยสักนิดเดียว
มีคนกำลังแลกเปลี่ยนโอสถวิเศษ กลิ่นอายโอสถหอมโชยมาตามลม เขาคิดอย่างเสียดาย ตนเองไม่มีของอะไรจะไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นเลย
มีคนกำลังท่องบทกวี เสียงไม่ได้ดังนัก ทว่ากลับแฝงด้วยกระแสพลังกระแทกเข้ามาจนทำเอาเยื่อแก้วหูรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาจางๆ เขาคิดในใจอย่างไม่เป็นมิตร คนพวกนี้น่าจะเป็นพรรคพวกปราชญ์ปัญญาชน หรือไม่ก็ศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าพวกหกเค็มนั่นแน่ๆ
มีคนถือพู่กันเขียนยันต์ตวัดวาดกลางอากาศ ปลายพู่กันวาดผ่าน มีกระแสแสงเรืองรองปรากฏขึ้นกลางเวหา เขารู้สึกกังวลใจขึ้นมาวูบหนึ่ง คนพวกนี้น่าจะเป็นผู้ฝึกยันต์ ดูท่าทางเก่งกาจกันทั้งนั้นเลย ศิษย์พี่ซ่งเองก็ลงสมัครรายการอักษรและภาพวาดไปแล้ว ทำไมไม่เคยเห็นท่านหยิบพู่กันขึ้นมาฝึกซ้อมบ้างเลยล่ะ?
ไม่เพียงแต่ในนิกายฮวาเว่ย ข่าวเรื่องปราชญ์อักษรจะเดินทางมาด้วยตนเองแพร่สะพัดออกไป ผู้ฝึกตนสายยันต์ค่อนข้างมากกว่าครึ่งในโลกบำเพ็ญเพียรต่างมารวมตัวกันที่เมืองฮวาเว่ย
ก่อนหน้านี้ซ่งเฉียนจีเข้าร้านเถื่อนทมิฬ เขียนยันต์บำรุงปราณใบเดียวจำนำได้ตั้งสองร้อยหินปราณ ทว่าเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วัน ยันต์บำรุงปราณ ยันต์รวบรวมปราณ และยันต์ระดับล่างอื่นๆ เริ่มราคาตกฮวบฮาบแล้ว
ทว่ากระดาษยันต์ น้ำหมึกชาด และพู่กันเขียนยันต์กลับราคาพุ่งทะยาน ผู้ฝึกยันต์แต่ละสายต่างพากันประชันฝีมือ จนเกิดคดีการค้าที่น่าประหลาดใจขึ้นในโลกบำเพ็ญเพียร ผู้คนต่างพากันเรียกขานว่า “กระดาษฮวาเว่ยแพงลิบลิ่ว”
เมิ่งเหอเจ๋อเดินเลียบชายฝั่งทะเลสาบ ตลอดเส้นทางตื่นตาตื่นใจ ราวกับม้วนภาพวาดอันยาวเหยียดค่อยๆ คลี่เผยออกต่อหน้าเขา
ในใจของเขารู้สึกหลากหลายบอกไม่ถูก ตัวเขากับคนเหล่านี้ต่างก็อาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน อายุไล่เลี่ยกันและเดินบนเส้นทางเซียนเหมือนกัน ทว่าทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แทบจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันเลยด้วยซ้ำ
ในเวลานี้ เขาจึงยิ่งเลื่อมใสในตัวซ่งเฉียนจีมากขึ้นไปอีก ที่สามารถทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ต่อภาพเหตุการณ์อันแปลกใหม่และพิสดารเหล่านี้ได้หน้าตาเฉย
แต่เขาหารู้ไม่ คนอื่นมองดูพวกเขาก็รู้สึกประหลาดใจพอกัน
ศิษย์ฝ่ายนอกสองคน เดินๆ หยุดๆ ตลอดทาง คนที่เดินตามหลังอ้าปากค้างราวกับบ้านนอกเข้ากรุง
คนที่เดินนำหน้ากลับทำท่าทางเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ ทำอย่างตั้งใจยิ่ง
เมิ่งเหอเจ๋อท่อง “รวบรวมลมปราณ ข่มใจระงับโทสะ” ไว้ในใจ สายตาหันมามองซ่งเฉียนจีที่กำลังก้มตัวอยู่ “ศิษย์พี่ซ่ง ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือขอรับ?”
“กำลังหาดูว่าโคลนเลนตรงไหนดีที่สุดน่ะ”
“โคลนเลนยังมีดีมีชั่วอีกหรือขอรับ?” เมิ่งเหอเจ๋ออึ้งไป “มันก็อยู่ในทะเลสาบผืนเดียวกัน ล้วนเป็นดินโคลนเหมือนกันมิใช่หรือขอรับ!”
“ย่อมต้องแตกต่างกันสิ โคลนเลนที่เหมาะสมที่สุด ถึงจะปลูกบัวได้งดงามที่สุด และเกิดรากบัวได้หวานชื่นที่สุด” ซ่งเฉียนจีกล่าว
เมิ่งเหอเจ๋อ “ข้าจะไปเรียนวิชาต้มแกงจืดรากบัวนะขอรับ!”
“เรื่องแกงจืดรากบัวเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ” ซ่งเฉียนจียืนขึ้น “ทะเลสาบผืนนี้ปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ดียิ่ง เหมาะสำหรับปลูกบัวมาก ตามประสาทสัมผัสของข้า ยิ่งน้ำลึก ดินโคลนด้านล่างก็ยิ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร” เขาใช้นิ้วชี้ไปข้างหน้า “เจ้าดูศาลาหินกลางน้ำสิ ดินโคลนที่เกาะอยู่ตรงรากบัวกอตรงนั้น ย่อมต้องดีที่สุดแน่นอน”
เมิ่งเหอเจ๋อรีบเอ่ยปากทันที “ไม่ต้องลำบากศิษย์พี่ลงมือ ข้าจะไปเอามาให้ท่านเอง!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็กระโจนลอยละลิ่ว พุ่งตรงไปยังผิวน้ำทะเลสาบทันที
วิชาตัวเบาและวิชากักลมปราณของเมิ่งเหอเจ๋อเรียนมาจากซ่งเฉียนจีตอนอยู่ที่หน้าผาต้วนซาน เขาเคยใช้วิชาทั้งสองนี้สู้ศึกต่อเนื่องโดยไม่มีใครในฝ่ายนอกเอาชนะได้เลยสักคน
ภายหลังเขายิ่งฝึกฝนจนชำนาญยิ่งขึ้น หากวัดกันที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานก็ยากจะเอาชนะเขาได้
ทว่าในตอนที่เขาพุ่งตัวออกไปนั้น ประจวบเหมาะกับยามที่เงาร่างเจ็ดแปดสายพุ่งออกจากใต้ต้นหลิวริมทะเลสาบราวกับลูกศร มุ่งตรงไปยังศาลาหินกลางน้ำเช่นกัน
และยังมีคนอีกสามสี่คน พุ่งตัวขึ้นสู่ท้องนภาประดุจนกอินทรี พุ่งแซงหน้าเมิ่งเหอเจ๋อไปอย่างรวดเร็ว
ผิวน้ำทะเลสาบพลันเต็มไปด้วยเงาร่างวุ่นวาย ไล่กวดกวัดแกว่งปราณวิญญาณพุ่งปะทะกัน ผิวน้ำสั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่น
ซ่งเฉียนจีอึ้งไปเลย
บัดซบ! แค่จะไปตักโคลนเลนก็ต้องแย่งชิงสู้รบกันขนาดนี้เลยรึ?
การแข่งขันปลูกบัวในยุคนี้ มันดุเดือดขนาดนี้เลยหรือ!?
เมิ่งเหอเจ๋อเท้าไม่แตะผิวน้ำ ทะยานร่างไปข้างหน้า พลันรู้สึกถึงสายลมดุดันพัดมาจากเบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องหันกลับไปดูก็รู้ว่ามีคนกำลังพุ่งไล่กวดมา
เขาไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นพุ่งมาทำอะไร ทว่าศาลาหินกลางน้ำอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว ไม่สู้รีบตักโคลนแล้วรีบกลับ จะได้ปล่อยให้พวกเขาแย่งชิงทะเลสาบนี้เล่นกันตามสบาย
ตบะของเขาใกล้จะทะลวงขั้น พลังลมปราณกำลังฮึกเหิม เขาจึงโคจรพลังปราณพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เอื้อมแขนยาวออก คว้าหมับเข้าที่ก้านบัวกอหนึ่งในน้ำ แล้วออกแรงดึงอย่างแรง
ถอนก้านบัวย่อมต้องมีดินโคลนติดมาด้วย การปลูกบัวก็เช่นเดียวกัน
เมิ่งเหอเจ๋อขยับตัวหลบได้ก่อน ดินโคลนจึงกระเซ็นไปโดนตัวคนข้างหลังจนเปื้อนไปหมด
ทว่าริมทะเลสาบกลับส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมขึ้นมาทันที
เมิ่งเหอเจ๋อไม่เข้าใจเรื่องราว หันกลับไปยิ้มให้ทีหนึ่ง
ซ่งเฉียนจีพลันตะโกนเตือน “ระวัง!”