อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 28 ลมวสันต์ช่วยส่ง
เมิ่งเหอเจ๋อถือก้านบัวเตรียมจะเดินทางกลับ ทว่ากลับมีมือข้างหนึ่งยื่นมาจากด้านข้างประดุจกระบี่คมกริบพุ่งตรงมาที่ฝ่ามือของเขา
เงาร่างรอบทิศทางกวัดแกว่งวุ่นวาย พากันพุ่งเข้าใส่ใบบัวในมือของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ในใจของเมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกประหลาดใจ ก้านบัวในทะเลสาบมีตั้งมากมาย ดินโคลนข้างล่างก็มีตั้งถมเถ เหตุใดพวกเจ้าถึงได้จ้องจะมาแย่งชิงของข้าคนเดียวเล่า?
แล้วเขาก็นึกถึงคำพูดถากถางก่อนหน้านี้ที่ว่า “ศิษย์ฝ่ายนอกก็มาเดินชมทะเลสาบเล่นได้ด้วย” ขึ้นมาได้ จึงเข้าใจไปว่าคนเหล่านี้จงใจหาเรื่องแกล้งตน ยามโทสะพลุ่งพล่านจึงโคจรลมปราณทั่วร่าง ทะยานร่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทิ้งไว้เพียงเงาร่างสายแล้วสายเล่า
ผิวน้ำทะเลสาบกระเพื่อมไหวเป็นระลอกคลื่นรุนแรง ใบบัวอ่อนลู่ไปตามแรงพายุราวกับจะขาดสะบั้น
ทุกคนรู้สึกเพียงมีกระแสลมพัดผ่านหน้าไปวูบหนึ่ง ศิษย์ฝ่ายนอกที่แย่งบัวไปคนนั้นก็ไปปรากฏตัวอยู่อีกที่หนึ่งเสียแล้ว ยามสกัดกั้นกันชุลมุนมีสองสามคนที่เบรกไม่อยู่ ชนกันเองจนล้มโครมตกลงไปในทะเลสาบเสียงดังตูมใหญ่
ยามโผล่พ้นน้ำขึ้นมา เนื้อตัวก็เต็มไปด้วยดินโคลนเลนซอมซ่อดูไม่ได้เลยสักนิด
พวกเขาล้วนมาจากตระกูลดัง ต่อให้สู้รบกันก็มีเพียงคราบโลหิตเปรอะเปื้อน เคยมาเนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลนตมสกปรกโสโครกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ช่างอัปยศขายหน้ายิ่งนัก!
แถมยังได้ยินพวกผู้ฝึกตนหญิงริมทะเลสาบพากันส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมให้แก่เด็กหนุ่มคนนั้น ยามโกรธแค้นปนอับอาย จึงมีหลายคนที่ลืมกฎเกณฑ์การประลองไปจนสิ้น ต่างพากันชักของวิเศษออกมารุมโจมตีใส่เด็กหนุ่มทันทีด้วยอารมณ์โทสะ
เมิ่งเหอเจ๋อรู้ดีว่าตบะบารมีของตนด้อยกว่าอีกฝ่ายขั้นหนึ่ง ย่อมไม่ฝืนปะทะตรงๆ อาศัยเพียงวิชาตัวเบาหลบหลีกเพื่อให้พวกเขาชนกันเอง ทว่าของวิเศษพุ่งมาอย่างดุดันยิ่ง เขาจึงสะกิดปลายเท้าลงบนใบบัว ร่างกายลอยละลิ่วขึ้นสู่ที่สูง หมายจะหลบหลีกขึ้นด้านบน ทะยานขึ้นไปบนหลังคาศาลาหินกลางน้ำแทน
เหล่าผู้ฝึกตนริมทะเลสาบที่คอยพาสัตว์อสูรเดินเล่น เขียนอักษรวาดภาพ ท่องบทกวี หรือแลกเปลี่ยนโอสถวิเศษ ต่างพากันหยุดชะงักเรื่องของตนเอง หันมาจับจ้องการต่อสู้กลางทะเลสาบเขม็งด้วยใจระทึก
เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไว หลบหลีกการรุมโจมตีของคนจำนวนมากได้อย่างชาญฉลาด อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงชื่นชมกันเกรียวกราว
“คนผู้นั้นเป็นใคร?”
“นิกายฮวาเว่ยมีวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าไม่เคยรู้เลย!”
ยามเห็นเด็กหนุ่มกำลังจะเหยียบหลังคาศาลา ศิษย์ร่วมสำนักศึกษาชิงหยาคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความตกใจ
“แย่แล้ว! ศิษย์พี่จื่อเยี่ยกำลังสนทนาธรรมกับคนอื่นอยู่ข้างใน!”
“ศิษย์พี่ใกล้จะทะลวงขั้นแล้ว ระวังอย่าไปรบกวนท่านเข้าเด็ดขาดนะ!”
ในศาลาท่าน้ำ เด็กสาวต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องให้แก่ท่วงท่าวิชาตัวเบาอันงดงามของเด็กหนุ่มที่เด็ดใบบัวได้ ทว่าพอตะโกนเสร็จถึงได้เห็นว่าสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวาย สีหน้าจึงพากันเจื่อนสนิททำตัวไม่ถูก
เฟิงจื่ออีได้สติกลับมา แค่นยิ้มเย็นใส่เฉินหงจู้ประโยคหนึ่งอย่างประชดประชัน “หากเจ้าอยากจะส่งศิษย์ฝ่ายนอกมาร่วมประลอง ก็แค่บอกกันตรงๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาสำแดงเดชขนาดนี้ ทำไม? คิดจะแสดงให้เห็นว่าศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ ของนิกายฮวาเว่ย ก็สามารถเอาชนะยอดฝีมืออย่างพวกเราได้ง่ายดายงั้นรึ?”
นางเข้าใจไปว่านี่คือแผนการที่เฉินหงจู้จงใจจัดฉากขึ้นมา เพื่อเป็นการเอาคืนคำพูดถากถางของนางต่อฝ่ายนอกก่อนหน้านี้นั่นเอง ช่างคิดได้นะแม่คุณ!
ยามที่เฉินหงจู้จำหน้าเมิ่งเหอเจ๋อได้ ในใจนางตกใจไม่น้อยเช่นกัน
นางกวาดสายตามองย้อนกลับไปตามเส้นทางเดินของเมิ่งเหอเจ๋อ ย่อมต้องมองเห็นซ่งเฉียนจียืนเอามือไขว้หลังอยู่ริมทะเลสาบโดดเดี่ยวท่ามกลางแสงอัสดงยามเย็นอย่างมาดเท่
หรือว่าซ่งเฉียนจีจะโกรธแค้นที่ถูกคนหัวเราะเยาะ จึงสั่งให้เมิ่งเหอเจ๋อไปแย่งชิงใบบัวเพื่อตบหน้าพวกเราเล่น?
เมิ่งเหอเจ๋อยังไม่ทันจะได้แตะหลังคาศาลา พลันรู้สึกถึงกระแสพลังลมปราณมหาศาลขุมหนึ่งพุ่งออกมาจากภายในศาลา ประดุจกำแพงเหล็กหนาเตอะที่พุ่งเข้ามาปะทะหน้าอย่างจัง ทว่าครั้งนี้เขาพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วสูงสุด ลูกศรพุ่งพ้นคันธนูยากจะดึงกลับได้แล้ว
เขาชนเข้ากับกำแพงเหล็กไร้รูปอย่างจัง ราวกับโดนกำปั้นยักษ์ชกเข้ายอดอกอย่างแรง ดวงตาพร่ามัวมืดดับลงทันที อวัยวะภายในปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียน ดวงตาเบิกกว้างทว่ามองไม่เห็นสิ่งใด ปากอ้ากว้างทว่าสูดหายใจไม่เข้า ร่างกายร่วงหล่นลงมาประดุจนกกระเรียนปีกหัก ไร้หนทางขัดขืนใดๆ
และเบื้องล่างคือแสงอาวุธวิเศษคมกริบของคนเหล่านั้นที่กำลังอ้าแขนรอรับน้องอย่างทารุณ!
ในใจของเมิ่งเหอเจ๋อดิ่งวูบ นี่มันคือวิชาอะไรกันแน่ ถึงสามารถทำร้ายคนได้อย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้?
ตัวข้าตบะบารมียังไม่ถึงขั้นนี้ ยังไม่ได้เรียนรู้วิชาร้ายกาจแบบนี้ หรือว่าวันนี้ข้าต้องมาตายหรือกลายเป็นคนพิการอยู่ที่นี่เสียแล้ว?
ทันใดนั้น กระแสลมปราณวิญญาณอันอบอุ่นและนุ่มนวลขุมหนึ่งแผ่มาจากที่ใดไม่ทราบ ประดุจสายลมวสันต์ที่ช่วยโอบอุ้มตัวเขาให้ลอยเลี่ยงออกจากมุมหลังคาศาลาอย่างแผ่วเบา
เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกร่างกายเบาสบายขึ้นทันที สมองกลับมาปลอดโปร่ง ลืมตาขึ้นเห็นผู้มาช่วยเหลือ พลันรู้สึกตื่นเต้นยินดี
ทว่าความจริงแล้วหาได้มีสายลมวสันต์อันใดมาส่งไม่ มีเพียงชายเสื้อข้างหนึ่งของศิษย์พี่ซ่งที่คอยโอบอุ้มร่างเขาไว้เท่านั้นเอง!
“ศิษย์พี่ซ่ง!”
ซ่งเฉียนจีมองดูเจ้าเด็กนี่เมื่อกี้ยังมีสีหน้าสิ้นหวังน้ำตาแทบไหล ทว่าพอเห็นตนเองก็กลับมาร่าเริงสดใสทันที ราวกับแคล้วคลาดปลอดภัยดีแล้ว ช่างเป็นคนเปลี่ยนอารณ์เร็วจริงๆ
เขาโกรธปนขำ ตะโกนเรียกศิษย์พี่ช่างเกรงใจกันเกินไปแล้ว เรียกข้าว่า “บิดา” เลยดีกว่าไหมเจ้าน้องชาย?
ความจริงเมิ่งเหอเจ๋อย่อมสามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้ด้วยตนเอง ทว่าพอซ่งเฉียนจีได้ยินคนริมทะเลสาบตะโกนว่า “ในศาลามีคนอยู่” เขาก็รู้ว่าอันตราย จึงเคลื่อนไหวเข้าช่วยเหลือทันที
ในสายตาผู้คน ร่างของเขาประดุจหายวับไปกลางอากาศ แล้วไปปรากฏกายขึ้นอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าตบะสายตาของใคร ก็ล้วนมองไม่ทันท่วงท่าการเคลื่อนไหวอันพริ้วไหวของเขาเลยสักคนเดียว
ซ่งเฉียนจีใช้แขนเสื้อข้างหนึ่งโอบอุ้มเมิ่งเหอเจ๋อไว้ หลบหลีกของวิเศษทั้งสิบแปดสาย พลางกล่าวว่า “มีคนมาแย่ง เจ้าก็แค่โยนของทิ้งไปแล้วกลับมาก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องไปลงไม้ลงมือทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นด้วยล่ะ?”
เมิ่งเหอเจ๋อยามได้ยินเขาเอ่ยคำตำหนิ ทว่าแววตาของศิษย์พี่กลับแฝงรอยยิ้ม ไม่ได้โกรธจริงจังแต่อย่างใด
พลันนึกถึงยามที่ซ่งเฉียนจีช่วยชีวิตตนไว้ที่ก้นเหว ก็เป็นเหมือนดั่งวันนี้ ไม่เคยรังเกียจว่าตนเองจะเป็นภาระ ในใจจึงรู้สึกซาบซึ้งใจจนตื้นตันไร้คำจะเอ่ยออกมา
ทว่าในความจริง ซ่งเฉียนจีไม่ได้สบายตัวเลยสักนิด คนเหล่านี้ฐานะสูงส่ง ของวิเศษในมือย่อมไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ หากรับมือไม่ระมัดระวัง ตัวเขาอาจจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อคงไม่มีทางรอดกลับมาได้ครบสามสิบสองแน่ๆ
โชคดีที่ชาติก่อนเขาเชี่ยวชาญการหนีตาย ได้คิดค้นวิชา “ยืมแรงต้านแรง ลงมือก่อนสยบหลัง” ขึ้นมา
ศัตรูหากอาศัยว่าคนมากกว่า ลงมือพร้อมกัน ย่อมทำให้กระแสปราณวิญญาณในฟากฟ้ายุ่งเหยิงปั่นป่วน ยิ่งสถานการณ์วุ่นวายโกลาหล โอกาสของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้น
ซ่งเฉียนจีคอยเหนี่ยวนำลมปราณอันปั่นป่วนเหล่านั้น ประดุจการสอดเข็มร้อยด้าย ชักนำให้พลังโจมตีของคนหนึ่งไปพุ่งใส่คนอีกคนหนึ่งแทน วิชาเช่นนี้ต้องอาศัยการคำนวณ ไหวพริบปฏิภาณ และการตอบสนองที่รวดเร็วที่สุด ถึงจะสามารถใช้แรงสี่ตำลึงปาดพันชั่ง หลบหลีกการรุมโจมตีออกมาได้อย่างหล่อๆ
ซ่งเฉียนจีรู้ดีว่ายามนี้ตนเองมีตบะต่ำเตี้ย ลมปราณวิญญาณเบาบาง จึงยิ่งเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ทว่าไม่นานเขาก็พบว่า ความสามารถในการควบคุมลมปราณวิญญาณของตนกลับเฉียบคมและแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
ราวกับกระแสปราณวิญญาณของฟ้าดินเองก็มีพลังชีวิต ประดุจแมกไม้ดอกหญ้าในลานบ้านเขา ที่รู้สึกสนิทสนมกลมเกลียวกับเขา จึงยอมให้เขาขับเคลื่อนได้ดั่งใจนึก
นี่เป็นเพราะสรรพคุณของน้ำพุนิรันดร์ หรือเป็นผลลัพธ์จากระดับจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเกิดใหม่ของเขากันแน่? ซ่งเฉียนจียังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
ผู้คนเห็นเพียงเขาโอบอุ้มคนไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างสะบัดแขนเสื้อกว้างไปมา สะบัดพริ้วไปมาเพียงสองสามครา เคราะห์ภัยและของวิเศษทั้งหลายพลันเบี่ยงวิถีมลายหายไปสิ้นในพริบตา
เห็นเขาเท้าไม่แตะผิวน้ำ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวช่างสง่างามและพริ้วไหว ทุกคนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมเสียงดังลั่นทะเลสาบ
คนในศาลากลางน้ำไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร เพียงแต่ถูกกลิ่นอายของเมิ่งเหอเจ๋อกระตุ้น ปราณพิทักษ์ร่างจึงระเบิดออกไปปกป้องนายเองตามธรรมชาติ ทว่าเพียงอึดใจเดียว มันก็ถูกเก็บกลับคืนมาจนหมดสิ้น
ศาลาหินกลางน้ำกลับคืนสู่ความสงบเงียบดังเดิม ทั้งยังแว่วเสียงร่วมแสดงความยินดีขึ้นมาสองสามเสียงจากคนข้างใน
มีคนยิ้มกล่าวประจบ “ตบะบำเพ็ญของสหายเต๋าจื่อเยี่ยรุดหน้าไปอีกขั้นแล้ว ช่างน่าเลื่อมใสนัก ไม่ทราบว่าเตรียมตัวจะปิดด่านบำเพ็ญเพียรเมื่อไหร่หรือ?”
“ไม่รีบ” ชายหนุ่มชุดดำผู้ถูกแสดงความยินดีเอ่ยเพียงสองคำสั้นๆ อย่างไร้อารมณ์
ผู้คนในศาลานั่งจิบชาสนทนากันอย่างสบายอารมณ์ สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย ทว่าเขากลับนั่งหลังตรงเป๊ะ แววตานิ่งสงบเย็นชา ราวกับพร้อมจะชักกระบี่ออกมาสังหารคนได้ทุกเมื่อ
เครื่องหน้าเขาลึกซึ้ง ผิวพรรณซีดเผือดผิดปกติ คนทั่วไปสบตามองเขาย่อมรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเติบโตมาในถ้ำน้ำแข็งหรือไม่
ยามนี้เขาปรายสายตามองไปยังแผ่นหลังที่ประคองคนลอยละลิ่วจากไปกลางผิวน้ำอย่างเงียบเชียบ “คนผู้นั้นคือใครกัน?”
“ก็แค่ศิษย์ฝ่ายนอกสองคนของนิกายเราเท่านั้นเอง พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกิน สหายเต๋าโปรดอย่าถือสาเลย” หยวนชิ่งสือเอ่ยปากเตือน “เรื่องเล่นสนุกของพวกศิษย์น้องหญิง พวกเราไม่สะดวกจะเข้าไปก้าวก่าย ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
ปราชญ์จื่อเยี่ยไม่ได้เอ่ยตอบคำ เขาเบนสายตากลับมาอย่างเรียบเฉย
หยวนชิ่งสือรู้สึกอ่อนใจ ศิษย์สำนักศึกษาชิงหยาปกติใช้ชีวิตกันอย่างไรนะ?
ต้องอยู่ร่วมกับรูปปั้นเทพเซียนที่ไร้ความรู้สึกรักโลภโกรธหลงตนหนึ่ง ทั้งยังต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบอันเข้มงวดของเขา คงจะเหนื่อยยากและอึดอัดไม่เบาเลยกระมัง!
ในศาลาท่าน้ำ ทุกคนต่างจ้องมองผิวน้ำทะเลสาบ ในใจรู้สึกหลากหลายบอกไม่ถูก ทั้งอิจฉาที่นิกายฮวาเว่ยมีศิษย์ที่เก่งกาจและสร้างชื่อเสียงได้ขนาดนี้ ทั้งเจ็บใจที่คนของสำนักตนไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
เฟิงจื่ออีแค่นยิ้มเย็นชา “คนเดียวไม่พอ ยังส่งมาตั้งสองคน เก่งกาจขึ้นมาทีละคน คุณหนูใหญ่เฉินช่างวางแผนจัดฉากได้ยอดเยี่ยมแท้ๆ!”
นางโมโหจัดจนลืมไปว่า ตนเองต่างหากที่เป็นคนเสนอเรื่องประลองวิชาตัวเบานี้ขึ้นมาเป็นคนแรก หากเฉินหงจู้สามารถเอ่ยปากอธิบายดีๆ ย่อมไม่เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นในภายหลังอย่างแน่นอน
ทว่าเฉินหงจู้เป็นคนโอหังจองหองมาแต่ไหนแต่ไร เกลียดที่สุดคือการถูกใส่ความ และยิ่งไม่ชอบคุยด้วยเหตุผลกับคนนอก จึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์และไร้ความอดทนว่า
“ไม่ใช่ข้า! เป็นเพราะคำพูดลบหลู่หาเรื่องของเจ้าต่อพวกเขาเมื่อครู่ต่างหากเล่า เขาถึงได้ลงมือสั่งสอน หากเจ้าไม่เชื่อ งั้นก็เชิญไปถามเขาเอาเองเถอะ!”
เฟิงจื่ออีพลันลุกขึ้นยืนทันที “ดี! ข้าจะไปถามเอง!”
ผ้าไหมสีม่วงสายหนึ่งพุ่งออกจากแขนเสื้อของนาง ประดุจรุ้งกินน้ำที่พาดผ่านท้องฟ้า คลอไปกับเสียงหัวเราะใสของเด็กสาว “สหายเต๋าทั้งสองท่านตรงนั้น ในเมื่อมาถึงที่แล้ว เหตุใดไม่แวะเข้ามานั่งคุยกันหน่อยเล่า!”
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
เฉินหงจู้นึกไม่ถึงว่านางจะกล้าลงมือในนิกายฮวาเว่ยดื้อๆ เช่นนี้ แส้สีแดงเพลิงตวัดวาด ประดุจมังกรไฟพุ่งไล่กวดตามไปปะทะทันที
ซ่งเฉียนจีเห็นผ้าไหมสีม่วงงดงามวิจิตรตระการตาพุ่งตรงเข้ามาหา เขาจำของวิเศษชิ้นนี้ได้ เดิมทีคิดจะหลบหลีก แต่พลันนึกได้ว่าเฟิงจื่ออียามนี้ยังไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตทารกวิญญาณ เป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่ได้บรรลุขอบเขตแก่นทองคำคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เขาใช้มือหนึ่งอุ้มเมิ่งเหอเจ๋อ ก้าวขึ้นไปเหยียบแผ่นผ้าไหมสีม่วง สะกิดปลายเท้าทะยานไปข้างหน้า อาศัย “สะพานรุ้ง” สายนี้ พุ่งทะยานจากผิวน้ำขึ้นมาบนฝั่งทันทีอย่างรวดเร็ว
เฉินหงจู้กลัวจะโดนคนอื่น จึงรีบดึงแส้กลับ เฟิงจื่ออีเดิมทีคิดจะกักขังคนทั้งสองไว้ ทว่ากลับเห็นของวิเศษสุดรักของตนเองถูกคนเอาเท้าเหยียบย่ำ สีหน้าพลันเปลี่ยนไป รีบดึงของวิเศษกลับคืนมาทันทีด้วยความเสียดาย
ทั้งสองคนลงสู่พื้นดินภายในศาลาท่าน้ำอย่างมั่นคงแล้ว
ศิษย์สิบกว่าคนในทะเลสาบที่ถูกดึงเข้ามาร่วมประลองจนตัวเปื้อนโคลน ต่างพากันวิ่งไล่ตามมาด้วยความโกรธแค้นหมายจะลงมือระบายอารมณ์
ทว่าพอเข้ามาในศาลาท่าน้ำอันคับแคบ กลับกวัดแกว่งอาวุธไม่สะดวก ทั้งยังได้พบเห็นพวกผู้ฝึกตนหญิงหน้าตางดงามละลานตาไปหมด ประดุจถูกน้ำแข็งราดรดศีรษะ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่ากติกาห้ามใช้ของวิเศษในการลงมือต่อสู้
พวกเขาจำต้องหยุดมือ ทว่าในใจยังคงอัดอั้นตันใจ สีหน้าซีดเผือดสลับเขียว
เฟิงจื่ออีพินิจมองคนทั้งสอง คนแรกที่พุ่งลงน้ำไปก่อนหน้าดูสง่างามมีพลัง ทว่ายามนี้กลับมีสีหน้าโกรธแค้นประดุจสัตว์ป่าที่ถูกรบกวน ส่วนคนที่สองที่ตามมาช่วยมีรูปร่างสูงโปร่งหล่อเหลา ใบหน้าสงบนิ่ง ท่าทางดูผ่อนคลายไร้กังวล
นางคิดในใจ ใครจะรู้ว่าพวกเขาสองคนไม่ใช่ศิษย์สายตรงของนิกายฮวาเว่ย ที่แสร้งปลอมตัวสวมชุดศิษย์ฝ่ายนอกมาเล่นงานพวกเราหรือไม่?
“คุณหนูใหญ่เฉิน ไม่คิดจะแนะนำให้พวกเราเปิดหูเปิดตาหน่อยหรือ? อยากจะขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของทั้งสองท่านนี้เสียหน่อย”
เฉินหงจู้กวาดสายตามองรอบๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ
หกปราชญ์แห่งชิงหยาล้วนมาจากตระกูลใหญ่ ในที่นี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติกับพวกเขา หากเอ่ยชื่อซ่งเฉียนจีออกมา คาดว่าวันนี้เรื่องราวคงไม่จบลงง่ายๆ แน่และคงต้องบานปลายไปใหญ่โต
นางกล่าวเสียงแข็งไร้ความปรานี “ก็แค่ศิษย์ฝ่ายนอกสองคน จะไปจำชื่อเสียงเรียงนามทำไมกัน ใครจะไปว่างงานขนาดนั้น!”
“พูดอีกก็ถูกอีก” เฟิงจื่ออียิ้มเยาะอย่างได้ใจ “ศิษย์ฝ่ายนอกพรรค์นี้น่ะ หากอยู่ในสำนักต้าเหยียนของข้า คงมีหน้าที่แค่คอยตักอุจจาระให้แก่สัตว์อสูรของข้าเท่านั้นแหละ!”
เหล่าสหายร่วมสำนักเบื้องหลังนางต่างพากันส่งเสียงหัวเราะตามอย่างครื้นเครง ทว่านางกลับหันไปด่าลั่น “หัวเราะทำไม? พวกเจ้ามันกระจอกยิ่งกว่าคนตักอุจจาระสัตว์อสูรเสียอีก!”
ซ่งเฉียนจีเองก็กำลังแอบหัวเราะอยู่เหมือนกัน
พวกทายาทตระกูลดังอย่างพวกเจ้า พอได้เจอเว่ยเจินอวี้ที่พุ่งทะยานขึ้นมาในภายหลัง ย่อมมีหน้าที่แค่คอยโดนตบหน้าเรียกสติเท่านั้นแหละ!
กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่ากฎแห่งเต๋าเสียอีก แต่น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่เข้าใจกันเลยสักคนเดียว
เฉินหงจู้ออกปากเตือนอย่างเย็นชา “ศิษย์นิกายฮวาเว่ยของข้าจะเป็นอย่างไร ย่อมเป็นหน้าที่ของสำนักข้าที่จะสั่งสอน ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาสั่งสอน!”
เฟิงจื่ออียิ้มกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “นั่นสินะ ข้าเองก็ไม่กล้าล่วงล้ำขอบเขต ทว่าเมื่อครู่พวกเราได้ตกลงเรื่องพนันกันไว้แล้ว จะมาล้มเลิกกลางคันย่อมไม่มีเหตุผลอันควรจริงไหม?” นางใช้นิ้วชี้ไปที่กองสมบัติวิเศษบนโต๊ะหยก “หากจะให้ทุกคนเก็บของส่วนตัวคืนไปเฉยๆ แล้วยกเลิกการประลอง ย่อมดูหมดสนุกเกินไปหน่อยกระมัง”
เฉินหงจู้กล่าวว่า “เรื่องนั้นจะยากอันใด นิกายฮวาเว่ยเป็นเจ้าภาพ ย่อมต้องต้อนรับแขกให้เต็มที่ พวกเราสามารถมาประลองกันใหม่อีกสักรอบ ประลองวิชาอะไร ตามแต่พวกเจ้าจะเลือกเลย!”
ศิษย์นิกายฮวาเว่ยเบื้องหลังนาง ต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนพร้อมกันอย่างฮึกเหิม
แม้พวกเขาจะมองซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทว่าเมื่อครู่นิกายฮวาเว่ยเพิ่งจะสร้างชื่อเสียงสยบทุกสำนัก บารมียามนี้จึงฮึกเหิมอย่างยิ่งยวด
ซ่งเฉียนจีตบไหล่ปลอบใจเมิ่งเหอเจ๋อเบาๆ “ดูสิ คนอื่นเขาประลองกันอยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเรื่องเจ้าหรอก อย่าโกรธไปเลย กลับบ้านไปกินบะหมี่กันดีกว่า”
“ช้าก่อน!” เฟิงจื่ออีขัดจังหวะทันควัน “ตกลงกันว่าจะประลองวิชาตัวเบา งั้นก็ต้องเป็นวิชาตัวเบา คราวนี้ข้าจะลงประลองเอง”
เฉินหงจู้ถาม “เจ้าจะลงสนามเองรึ?”
“ไม่! ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลยสักนิ้วเดียว” เฟิงจื่ออียิ้มอย่างมีเล่ห์นัย พลางจ้องมองไปที่ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อ “พวกเจ้าสองคนเลือกตัวแทนมาคนหนึ่ง หากสามารถผ่านคนของข้าเหล่านี้ แล้วเดินมาถึงตรงหน้าข้าได้ภายในสามอึดใจ สมบัติวิเศษทั้งหมดบนโต๊ะนี้ก็เลือกหยิบไปได้ตามใจชอบเลย ศิษย์ฝ่ายนอกใช้ชีวิตลำบากตรากตรำ มีสมบัติวิเศษป้องกันตัวไว้บ้าง วันหน้ายามประลองกับผู้อื่นย่อมง่ายดายขึ้นเยอะมิใช่หรือ?”
เมิ่งเหอเจ๋อมองดูกองสมบัติวิเศษบนโต๊ะหิน แววตาเผยความต้องการออกมาจางๆ สร้อยลูกปัดหยกแดงยามนี้ยังนำออกมาให้ใครเห็นไม่ได้ หากเมื่อครู่คนพวกนั้นไม่ได้อาศัยของวิเศษมาเล่นงาน ตัวเขาย่อมสามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย ไม่มีทางถูกบีบให้ขึ้นไปบนหลังคาศาลาจนเกิดอันตรายแบบนั้นแน่ๆ
ทว่าซ่งเฉียนจียังไม่ได้เอ่ยปาก เขาจึงทำได้เพียงทำสีหน้าเย็นชา นิ่งเงียบไม่ขยับตามคำสั่งศิษย์พี่
เฟิงจื่ออียิ้มกล่าวต่ออย่างยั่วยวน “พวกเจ้าจะกลัวอะไร? เมื่อกี้กลางทะเลสาบยังกล้าลงมือกันอยู่เลย คราวนี้ห้ามทุกคนใช้ของวิเศษ ถือว่ายุติธรรมดี!”
ทุกคนต่างพากันประหลาดใจ เฟิงจื่ออีนั่งอยู่ในศาลาท่าน้ำ ส่วนสองคนนั้นยืนอยู่ที่ประตู ระยะทางห่างกันไม่ถึงยี่สิบจั้ง
ด้วยความเร็ววิชาตัวเบาของสองคนนั้น กติกาแบบนี้มันไม่ง่ายดายเกินไปหน่อยรึ? เหมือนเป็นการมอบของขวัญให้พวกเขาฟรีๆ เลยนะนั่นน่ะ?
มีคนคิดจะคัดค้าน ทว่ากลับถูกสหายร่วมสำนักดึงตัวไว้ พร้อมกระซิบเตือนว่า “ข้อเสนอนี้มีแผนการซ่อนอยู่ หลอกให้พวกมันมาติดกับต่างหากเล่า!”
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ เจ้าป่วยหรือไง? ข้าจะเอาสมบัติวิเศษพวกนี้ไปทำประโยชน์อันใด สู้แลกเมล็ดพันธุ์มาสักคันรถยังดีกว่าเสียอีก ปัดโธ่!
ทันใดนั้นสายตาของเขาจับจ้องไปที่สิ่งหนึ่ง หัวเราะร่ากล่าวว่า “หากข้าปรารถนาจะเลือกสิ่งของชิ้นหนึ่งบนร่างกายของเจ้าแทนล่ะ?”
เฟิงจื่ออีชะงักไปครู่หนึ่ง เหลือบมองผ้าไหมสีม่วงวิบวับในมือ ตบโต๊ะกล่าวอย่างหยิ่งทระนงว่า “ขอเพียงเจ้ามีความสามารถ งั้นก็เชิญมาหยิบไปได้ตามใจชอบ!”
นางแอบส่งเสียงปราณสื่อสารสั่งการให้พวกพ้อง ไปตั้งค่ายกลขวางทางไว้ด้านหน้าทันที
ในใจคิด ข้าบอกให้เจ้าก้าวข้ามคนพวกนี้มา ทว่าไม่ได้ห้ามไม่ให้พวกเขาลงมือกับเจ้านี่นา ขอเพียงเจ้าขยับตัว ย่อมต้องโดนรุมยำใหญ่จนจำทางกลับบ้านไม่ได้เป็นแน่
เจ้าเป็นคนตกปากรับคำเองนะ วันหน้าย่อมต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมา ตราบใดที่ไม่ได้ลงไม้ลงมือจนถึงแก่ชีวิต เฉินหงจู้กับนิกายฮวาเว่ยย่อมไม่มีสิทธิ์มาเอาเรื่องพวกเราได้สักคำเดียว
“ตกลง” ซ่งเฉียนจีพยักหน้าอย่างง่ายดาย
เฉินหงจู้แอบส่งเสียงเตือน “ระวังมี...”
คำว่า “แผนการ” ยังไม่ทันหลุดจากปาก ซ่งเฉียนจีก็ขยับตัวเคลื่อนไหวแล้วในพริบตา!
เขาเริ่มก้าวเท้าไปข้างหน้า ในตอนแรกความเร็วไม่ได้รวดเร็วนัก
เกือบจะพร้อมกันนั้น เงาร่างสิบกว่าสายพลันพุ่งออกจากศาลาท่าน้ำ
พวกเขาไม่ได้ใช้ของวิเศษจริงๆ ทว่ามีคนออกหมัด มีคนออกฝ่ามือ การโจมตีรวดเร็วและเป็นระบบ ค่ายกลแน่นหนาไร้ร่องรอยช่องว่าง สมกับเป็นวิชาควบคุมอสูรของสำนักต้าเหยียนอันเลื่องชื่อ
“ศิษย์พี่ซ่ง!” เมิ่งเหอเจ๋อโกรธจัด กำลังจะพุ่งเข้าไปช่วย
ซ่งเฉียนจีหันกลับมาปรายตามองแวบหนึ่ง แววตาคมกริบ ส่งสัญญาณเตือนอย่างไร้เสียงว่าห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยว
ซ่งเฉียนจีสะบัดแขนเสื้อกว้างไปมา พุ่งตัวฝ่าวงล้อมค่ายกล ประดุจการเดินชมดอกไม้ใต้ยอดกิ่งหลิวอย่างสบายอารมณ์
ทว่าหมัดกลับพุ่งชนเข้ากับฝ่ามือ ศิษย์พี่ชนเข้ากับศิษย์น้อง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม ทุกคนล้มกลิ้งล้มหงายระเกะระกะไปหมดอย่างหมดท่า
“เจ้านี่ใช้วิชามารอะไรกันแน่เนี่ย ทำไมแก้ทางยากจัง?”
คนของสำนักต้าเหยียนต่างตกใจสุดขีดจนเหงื่อกาฬไหลพราก
ซ่งเฉียนจียังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร้แรงกดดัน
เขาไม่เพียงก้าวเดินอย่างมั่นคง แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวกลับแฝงบารมีอันองอาจประดุจยอดคนที่อยู่เหนือผู้ใดในใต้หล้าอย่างแท้จริง
คนของสำนักต้าเหยียนเห็นเขาเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ในใจรู้แจ้งว่าท่าจะแย่ รีบถอยหลังกลับไปหมายจะไปตั้งรับเพื่อปกป้องเฟิงจื่ออีสุดกำลัง
ทันใดนั้น ซ่งเฉียนจีพลันเร่งความเร็ว ร่างกายกลายเป็นเงาร่างเลือนลางสายหนึ่งในพริบตา!
หากจะบอกว่าวิชาตัวเบาของเมิ่งเหอเจ๋อรวดเร็วปานสายลมพายุ ท่วงท่าของเขากลับดูเหมือนสายหมอกจางๆ ที่พร้อมจะมลายหายไปตามกระแสลมอย่างไร้ร่องรอย
เฟิงจื่ออีรู้สึกเพียงภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน สายหมอกลอยละลิ่วมาถึงตรงหน้า คนผู้นั้นก็มาปรากฏตัวอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือเสียแล้วโดยที่นางตั้งรับไม่ทัน
นางตกใจสุดขีด ชักผ้าไหมสีม่วงออกมาป้องกันตัวโดยสัญชาตญาณ ยามเงยหน้าสบตากับสายตาคู่นี้ ในใจพลันสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับบิดา หรือท่านอาจารย์มหาอำนาจผู้แข็งแกร่ง สัมผัสวิญญาณถูกสะกดข่มไว้จนไร้หนทางหลบหนี และหลบไม่ได้ด้วย
ทำได้เพียงเบิกตากว้าง จ้องมองเขายกฝ่ามือขึ้นสูง เตรียมจะตบหน้าของนางอย่างแรงหนึ่งฉาดใหญ่
มันกล้าดีอย่างไร?!
ทุกคนในศาลาท่าน้ำต่างพากันลืมหายใจด้วยความตกใจและลุ้นระทึก เฉินหงจู้ฟาดแส้เพื่อสกัดกั้น ทว่าก็ยังคงช้าไปก้าวหนึ่งเสมอเมื่อเทียบกับความเร็วของเขา
เฟิงจื่ออีโกรธแค้นปนตื่นตระหนกถึงขีดสุด ดวงตาพร่ามัวมืดดับลง โลกหมุนเคว้งคว้าง
วันนี้ต้องมาเผชิญกับความอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ต่อให้วันหน้าจะจับเจ้าสารเลวนี่มาเชือดเฉือนเนื้อเถือกระดูก หรือหั่นเป็นหมื่นๆ ชิ้น มันจะมีประโยชน์อันใดเล่า? ชื่อเสียงของนางป่นปี้หมดแล้ว!
นางหลับตาลงแน่น น้ำตาไหลพรากออกมาสองสายโดยมิอาจควบคุมได้ด้วยความกลัวปนอับอาย
ผู้ฝึกตนหญิงคนอื่นๆ ทนดูภาพโหดร้ายไม่ได้ ต่างพากันหลับตาปี๋ตามกันไปหมด
ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจ เสียงตวาดกร้าว และเสียงกรีดร้องโหยหวน ฝ่ามือของซ่งเฉียนจีก็ตกลงมาจนได้!
ทว่ามันกลับตกลงมาอย่างแผ่วเบายิ่งนักประดุจปุยฝ้ายแตะต้องใบหน้า
เฟิงจื่ออีลืมตาขึ้นมาอย่างงงงวย พบว่าใบหน้าและร่างกายไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลย นางยืนอึ้งพลางยื่นมือไปลูบแก้มของตนเองอย่างอัศจรรย์ใจ
ทว่าคนผู้นั้นได้ถอยห่างออกไปสามก้าวแล้ว
หากจะบอกว่าเมื่อครู่พวกเขามีการสัมผัสกัน ก็มีเพียงชายเสื้อกว้างที่ปัดผ่านแก้มของนางไปเบาๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกวิสทีเรียชวนเคลิบเคลิ้มเท่านั้นเอง
“ดอกไม้นี่คือพันธุ์อะไร ปลูกอย่างไร พลังชีวิตถึงได้สมบูรณ์และเบ่งบานงดงามได้ขนาดนี้?”
ในซอกนิ้วเรียวของซ่งเฉียนจีมีดอกโฉมสะคราญหยกขาวเพิ่มขึ้นมาดอกหนึ่ง เขาอาศัยแสงรัศมีของสมบัติวิเศษบนโต๊ะหิน พิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความสนใจใคร่รู้
เห็นดอกไม้ขาวสะอาดหมดจดประดุจหิมะแก้ว แม้จะไม่ใช่พืชวิเศษ ทว่ากลับแฝงด้วยจิตวิญญาณบางอย่าง ดูแล้วช่างน่าอัศจรรย์ใจจนเขาอดชื่นชมไม่ได้
ทุกคนได้สติ รีบกรูเข้ามาล้อมเฟิงจื่ออีไว้ตรงกลางทันทีเพื่อคุ้มกันภัย
พวกเขายังคงตกใจกลัวจนสั่นสะท้าน หูอื้ออึงจนไม่ได้ยินว่าคนผู้นั้นพูดอะไร เห็นเพียงเขาถือดอกไม้ไว้ในมือพลางเผยรอยยิ้มบางๆ อย่างอารมณ์ดี
บนใบหน้าของเฟิงจื่ออียังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่ หอบหายใจอย่างหนักหน่วง แก้มแดงระเรื่อด้วยความอายระคนโกรธ
นางฐานะสูงส่ง ไม่ได้มีชื่อเสียงดุร้ายภายนอกเหมือนเฉินหงจู้ นั่นเป็นเพราะตระกูลและสำนักคอยปกป้องนางไว้ในห้องหอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
เฉินหงจู้ไปไหนมาไหนคนเดียว ทว่านางกลับมีพนักงานล้อมหน้าล้อมหลัง คอยรับใช้สั่งการตามใจชอบ
ศิษย์พี่ศิษย์น้องรอบกายไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องนางแม้แต่นิ้วเดียว ทว่าวันนี้กลับถูกศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แย่งชิงเด็ดดอกไม้ที่ทัดหูไปต่อหน้าต่อตาหน้าตาเฉยเสียอย่างนั้น!
“เจ้าบังอาจนัก!” เฟิงจื่ออีตวาดลั่นด้วยความแค้นเคือง
“ตกลงกันไว้แต่แรกแล้ว ข้าต้องการเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น” ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ พลางโบกมือปฏิเสธสมบัติวิเศษอื่นๆ
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศทางทันที
เจ้าหมอนี่บ้าไปแล้วจริงๆ รึ?
ในโลกนี้มีคนประเภทที่ยอมละทิ้งสมบัติวิเศษตั้งมากมาย ทว่ากลับเลือกที่จะเด็ดดอกไม้ธรรมดาๆ แค่ดอกเดียวจริงๆ รึเนี่ย?
เฉินหงจู้หันมาบอกซ่งเฉียนจี “รับปากเจ้าแล้ว ย่อมต้องเป็นของเจ้าอยู่แล้วล่ะ”
นางกลัวว่าเฟิงจื่ออีจะโกรธจนบ้าคลั่งทำร้ายคน จึงแสร้งทำเป็นเอ่ยปากชมเชยเพื่อมัดมือชก “แม่นางเซียนเฟิงคือคุณหนูสายตรงแห่งตระกูลเฟิง แคว้นหลานซาน เป็นบุตรสาวของท่านผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักต้าเหยียน อีกทั้งมารดายังเป็นถึงผู้ดูแลแห่งสำนักเซียนอิ๋น บุคคลระดับนี้คำไหนคำนั้น ไม่มีทางกลับคำพูดแน่นอน พวกเจ้าสองคน ได้ดอกไม้แล้วก็รีบไสหัวไปซะให้พ้นหูพ้นตานางเถอะ”
“เจ้าหยุดนะ!” เฟิงจื่ออีตะโกนเรียก ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยออกมาได้อีกนอกจากความเจ็บใจ
…
ทะเลสาบเหยาเยว่ประดุจกระจกแก้วหลิวหลีที่ฝังอยู่ท่ามกลางขุนเขา ยามที่แสงอัสดงโพล้เพล้สาดส่อง ผิวน้ำในทะเลสาบจะส่องประกายสีทองระยิบระยับระยับจับตา ยิ่งขับเน้นให้เทือกเขาโดยรอบดูมืดสลัวและหม่นแสงลงถนัดตา
ทว่า ณ บริเวณกึ่งกลางเขาทางทิศตะวันออกของทะเลสาบ กลับมีศาลาพักร้อนหลังหนึ่งที่จุดไต้ไฟสว่างไสว
บนโต๊ะหินภายในศาลา มีกล่องบรรจุสีกว่าร้อยกล่องวางเรียงรายหลากสีสันละลานตา บนชั้นพู่กันมีพู่กันวาดภาพขนาดหลากชนิดและทำจากขนสัตว์ต่างชนิดกันแขวนพิงอยู่ยี่สิบกว่าด้าม
มีคนผู้หนึ่งกำลังสะบัดพู่กันวาดภาพอย่างตั้งใจ จ้าวจี้เหิงยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ ส่วนคนผู้นั้นนั่งอยู่บนม้านั่ง
คนที่กำลังวาดภาพอยู่นี้อายุราวๆ ยี่สิบปี สวมชุดคลุมไหมสีขาวนุ่มนวล สะอาดสะอ้านไร้ราคีคาว
เขาไม่ได้มัดเกล้าผม ปล่อยเส้นผมสีดำสนิทสยายทอดทับไปบนชุดสีขาว ราวกับน้ำหมึกดำเข้มที่ถูกตวัดสาดกระจายเต็มแผ่นหลัง
ปกติจ้าวจี้เหิงโอหังจองหองวางบารมี ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนผู้นี้ เขากลับต้องทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยและเรียกขานอย่างนอบน้อมว่า “พี่มู่” ทุกคำ
ยามที่งานชุมนุมปัญญาชนใกล้จะมาถึง บุตรหลานตระกูลจ้าวสายเลือดเดียวกันหลายคนต่างเดินทางเข้าพักที่นิกายฮวาเว่ย จ้าวจี้เหิงจึงใช้ชีวิตอย่างคึกคักและรื่นรมย์ กระทั่งหอนางโลมตีนเขายังแวะไปน้อยลงกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว
จ้าวจี้เหิงทอดสายตามองลงไปยังริมทะเลสาบด้านล่าง เห็นกลุ่มคนคล้ายๆ กันกำลังถือพู่กันตวัดวาดกลางอากาศเพื่อเขียนยันต์และคัดอักษร ทั้งยังส่งเสียงชื่นชมเยินยอกันและกันไปมา
เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หากพี่มู่ออกโรงเมื่อไหร่ ย่อมต้องสยบคนพวกนั้นลงได้อย่างราบรื่นแน่นอนขอรับ”
บุรุษหนุ่มที่กำลังวาดรูปอยู่เอ่ยขึ้นเรียบๆ “ข้าออกโรงตั้งนานแล้วนี่ไง”
“ทว่า… ท่านกำลังวาดภาพคนอยู่นี่ขอรับ” จ้าวจี้เหิงงงงวย “ท่านเล่นวาดภาพพวกผู้ฝึกตนหญิงในศาลาท่าน้ำจนเกือบจะครบทุกคนแล้วนะขอรับ! พวกนางหน้าตาสวยงามก็จริง ปกติวาดเล่นแก้เบื่อแก้เซ็งก็พอไหว แต่ยามนี้ท่านปราชญ์อักษรกำลังจะเดินทางมาถึงแล้ว ในช่วงเวลาสำคัญเร่งด่วนเช่นนี้...”
ทำไมถึงยังมีเวลาว่างมาทำเรื่องพรรค์นี้อีกล่ะ? เขาพูดไม่จบประโยค เพราะไม่กล้าเสียมารยาทต่อจ้าวมู่
ทว่าอีกฝ่ายหลายวันมานี้กลับเอาแต่มุ่งมั่นฝึกวาดภาพคนอย่างเอาเป็นเอาตาย ยันต์สักใบก็ไม่เคยเขียน ช่างน่าแปลกใจนัก
“คนพวกนั้นทำไมต้องพากันเขียนยันต์ล่ะ?” จ้าวมู่ถาม
“ย่อมต้องอยากสร้างชื่อเสียงต่อหน้าท่านปราชญ์อักษร เพื่อสร้างความประทับใจที่ดีในระหว่างช่วงก่อนเริ่มงานประลองโควตาฝ่ายในยังไงล่ะขอรับ เรื่องราวที่พวกเราทำในตอนนี้ ย่อมต้องเข้าหูท่านปราชญ์อย่างแน่นอนขอรับ”
“ถูกต้อง ตั้งแต่พวกเราก้าวเท้าเข้านิกายฮวาเว่ย การทดสอบก็เริ่มต้นขึ้นแล้วล่ะ” จ้าวมู่เปลี่ยนมาใช้พู่กันหัวเล็ก “เจ้ารู้ไหมว่าปราชญ์อักษรอยากจะรับศิษย์แบบไหนเป็นศิษย์สืบทอดวิชา?”
จ้าวจี้เหิงตอบคำทันทีโดยไม่ต้องคิด “เป็นคนรู้หนังสือ มีรสนิยมสูงส่ง เชี่ยวชาญการวาดเขียนคัดอักษร และเก่งกาจวิชายันต์เหมือนอย่างท่านปราชญ์ขอรับ”
จ้าวมู่ส่ายหน้า “รอให้ข้าวาดรูปนี้เสร็จก่อน แล้วข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง”
คนบำเพ็ญที่รู้หนังสือ รู้จักจารีตประเพณี อ่านตำรามานับหมื่นเล่ม เขียนอักษรได้งดงามตระการตา ปลายพู่กันตวัดพลังพัดพาแดดฝน พูดจารัดกุม ทุกคำล้วนอ้างอิงตำราโบราณของนักปราชญ์
มีบุตรหลานตระกูลเซียนมากมาย ที่พอแสดงพรสวรรค์สายยันต์ออกมา ครอบครัวก็ใช้วิธีสอนสั่งเช่นนี้มาตั้งแต่เยาว์วัย หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากปราชญ์อักษร เพื่อเบิกเนตรเปิดเส้นทางเซียนให้สดใส
จ้าวจี้เหิงไม่มีความอดทน นั่งลุ้นจนคันไม้คันมือไปหมด
เขาเลิกสนใจความเคลื่อนไหวริมทะเลสาบ หันมาจ้องมองภาพวาดของจ้าวมู่แทน พลางช่วยหยิบพู่กันส่งสีให้อยู่ข้างๆ
ทุกครั้งที่อีกฝ่ายวาดเสร็จภาพหนึ่ง เขาก็จะใช้ปราณวิญญาณเป่าให้หมึกแห้ง แล้วค่อยๆ ม้วนเก็บไว้อย่างระมัดระวัง
จ้าวมู่ในใจแอบดูแคลนจ้าวจี้เหิงอยู่ลึกๆ เดิมทีคร้านจะอธิบายความใดๆ ทว่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายขยันขันแข็งคอยเอาใจ และช่วงนี้ยังว่างๆ อยู่ จึงยอมปริปากเอ่ยคุยแก้เบื่อด้วยเสียหน่อย
“คนพวกนั้นพอมาถึงนิกายฮวาเว่ยแล้ว ทุกวันเอาแต่ตวัดเขียนอักษรวาดภาพ ท่องบทกวีกลางแจ้ง หวังจะโชว์ความสามารถด้านวิชาความรู้และพลังพู่กัน ทว่าปราชญ์อักษรเป็นถึงยอดคนระดับไหน? ท่านเคยผ่านตาคนประเภทนี้มาเป็นหมื่นเป็นแสนคนแล้ว หากท่านอยากจะรับคนแบบนี้เป็นศิษย์ ป่านนี้คงรับมาได้เป็นแสนๆ แถวคงยาวตั้งแต่นิกายฮวาเว่ยไปจนถึงพฤกษาค้ำฟ้าสุดขอบทวีปทีเดียว... พวกเราอยากจะโดดเด่น ย่อมต้องทำตัวให้แตกต่างจากคนอื่น”
“พี่มู่กล่าวได้ถูกต้องขอรับ” จ้าวจี้เหิงดีใจ รีบถามด้วยความสงสัย “แล้วแตกต่างอย่างไรขอรับ?”
จ้าวมู่เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ “ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นปราชญ์อักษรเลยหรอกนะ ตอนท่านยังเยาว์ก็เคยเป็นยอดอัจฉริยะที่เปี่ยมด้วยความฮึกเหิม ไม่ใช่พวกหนอนตำราที่เอาแต่ก้มหน้าอ่านกระดาษเก่าๆ หากอาจารย์จะรับศิษย์ ย่อมอยากจะเห็นภาพสะท้อนวัยเยาว์ของตนเองบนตัวศิษย์”
จ้าวจี้เหิงอึ้งไป “แล้วปราชญ์อักษรตอนยังเยาว์เป็นอย่างไรเล่าขอรับ?”
พูดมาถึงตรงนี้ จ้าวมู่ย่อมต้องรู้สึกภูมิใจ “เรื่องนี้คงต้องวัดกันที่ใครมีความสามารถมากกว่า และข่าวสารฉับไวมากกว่าสิ! ปราชญ์อักษรตอนยังเยาว์ท่องพเนจรไปทั่วทั้งสี่ทวีป มีฉายาเล่าขานกันว่า ‘คุณชายเจ้าสำราญ’ เพราะเขาเคยจารึกกลอนสองวรรคไว้บนเรือเริงรมย์ว่า ‘ยามเมามายฟาดม้าศึกชื่อเสียงโด่งดัง ทว่ากังวลเรื่องรักจะทำร้ายโฉมงาม’ เรื่องนี้เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิ?”
จ้าวจี้เหิงตกใจ ส่ายหน้าจนหัวสั่นหัวคลอน
“ภาพวาดที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ภาพทิวทัศน์ขุนเขา ทว่าคือภาพโฉมงามต่างหากเล่า อาศัยวิชาสะบัดพู่กันนี้ ต่อให้สตรีจะดุร้ายโอหังเพียงใด พอได้เห็นผลงานภาพวาดของเขาก็ต้องเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอ่อนหวานขึ้นมาทันที เหล็กกล้ายังกลายเป็นปลายนิ้วที่อ่อนนุ่มได้ เรื่องนี้เจ้าย่อมต้องไม่รู้อีกเหมือนกันแน่ๆ”
จ้าวจี้เหิงส่ายหน้าจนคอแทบจะหลุด
คดีประวัติศาสตร์ประเภทนี้ ต่อให้เป็นเรื่องจริง สำนักศึกษาเพื่อรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เป็นครูบาอาจารย์ ย่อมไม่กล้าเอามาป่าวประกาศเป็นอันขาด และต้องรีบช่วยกันปิดบังเอาไว้เสียด้วยซ้ำ
“พี่มู่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก!” คราวนี้เขาจ้องมองอีกฝ่ายที่ปล่อยผมดำสยายสวมรองเท้าแตะ ไม่รู้สึกว่าเป็นการแสร้งทำตัวเกียจคร้านไร้ระเบียบวินัยอีกต่อไป ทว่ากลับมองเห็นสง่าราศีของปราชญ์เมธีผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์และรสนิยมอันสูงส่งขึ้นมาแทนที่
“ภาพวาดของข้างดงามหรือไม่?” จ้าวมู่ถาม
คราวนี้จ้าวจี้เหิงพยักหน้าอย่างสุดแรง “สมจริงนัก งดงามไร้ที่ติ! ฝีมือวาดภาพของท่านก็เก่งกาจอยู่แล้ว หลายวันมานี้ยิ่งมุ่งมั่นฝึกวาดภาพคน...”
“เอาล่ะ เก็บภาพพวกนี้ซะ” จ้าวมู่ยิ้มแย้มตวัดพู่กันแต่งเติมครั้งสุดท้ายอย่างพึงพอใจ “ตวัดวาดครั้งสุดท้าย จุดประกายพลังชีวิต”
บนภาพวาดดวงตาของโฉมงามชุดม่วงมีแสงประกายเรืองรอง ดูงดงามเจิดจ้าจับใจ
เขาวางพู่กันยืนขึ้น จ้าวจี้เหิงรีบก้าวเข้ามาช่วยโคจรรลมปราณเป่าให้สีกระดาษแห้ง พร้อมช่วยบีบนวดข้อมือให้ “พี่มู่เหนื่อยแล้วขอรับ”
จ้าวมู่เหลียวมองขุนเขายามสลัวเลือนราง ยิ้มกล่าว “ ‘จันทร์ลอยเด่นเหนือกิ่งหลิว นัดพบโฉมงามหลังพลบค่ำ’ มอบภาพโฉมงามให้แก่โฉมงาม พวกเราได้เวลาออกเดินทางแล้วล่ะ”
ทั้งสองคนเดินลงเขา เดินฝ่าดงกิ่งหลิวริมทะเลสาบไป
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ผู้คนริมทะเลสาบต่างพากันจับจ้องไปที่ศาลาท่าน้ำเป็นตาเดียว
ท้องฟ้ามืดค่ำแล้ว มีเพียงศาลาท่าน้ำที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ ประดุจไข่มุกราตรีที่สถิตอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายดอกบัวในยามค่ำคืน สาดแสงเจิดจรัสจับตา
จ้าวมู่ออกเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม รู้สึกตนเองพริ้วไหวเปี่ยมด้วยรสนิยม มือสะบัดพัดคลี่ออกอย่างแผ่วเบา ยิ้มกล่าวว่า
“คารวะแม่นางเซียนทุกท่าน ขออภัยที่มารบกวน”
ทว่ากลับไร้สุ้มเสียงตอบรับใดๆ
เฟิงจื่ออียืนเหม่อลอยคล้ายจิตหลุดลอย จับจ้องสายตาไปที่ทิศทางหนึ่ง
เฉินหงจู้มีสีหน้ากังวล นางก็จับจ้องสายตาไปยังทิศทางเดียวกันนั้นเช่นกัน
ศาลาท่าน้ำตกอยู่ในความเงียบงัน ไร้ซึ่งคนหันกลับมามองเขาแม้แต่คนเดียว
ทุกคนต่างพากันจ้องมองคนอีกคนหนึ่งแทน
แม้ว่าคนผู้นั้นจะหมุนตัวเดินจากไปแล้วก็ตาม
จ้าวจี้เหิงจำแผ่นหลังนั้นได้ดี ตะโกนลั่นอย่างตกใจ “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้! ซ่งเฉียนจี!”
พอชื่อนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างพากันอึ้งงันไปทันที
ที่แท้เขาก็คือซ่งเฉียนจีรึ?