อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 23 กู่ฉินระดับตำนาน
เสี่ยวจั๋วถูกรอยยิ้มอันเจิดจรัสนี้ทำให้เหม่อลอยไปวูบหนึ่ง พอถูกข้อศอกของเถ้าแก่กระทุ้งเข้าให้ ถึงได้สะดุ้งอุทานออกมา
ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธจัด “อยู่ดีๆ จะมายิ้มหาพระแสงบิดาเจ้าทำไม! ทำตัวให้มันปกติหน่อยจะได้ไหม?! เจ้าใช้วิชาอำพรางรูปโฉมบ้าๆ นี่มันน่ากลัวขนาดไหน ในใจตัวเองไม่รู้บ้างหรือ?”
เว่ยผิงยักไหล่อย่างไร้เดียงสา “นั่นเป็นเพราะข้ายังฝึกวิชานี้ไม่บรรลุถึงขั้น ตบะรั่วไหลที รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนทีต่างหากเล่า”
พอคำพูดนี้จบลง เขาก็กลับมาเป็นพวกอันธพาลที่ดูซอมซ่อไร้ค่าคนเดิมอีกครั้ง
ไม่ว่าใครเดินผ่านเขาไป ย่อมไม่มีใครอยากจะชายตามองเขาอีกเลยสักครั้งเดียว
รอยยิ้มอันน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อครู่ ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยจริงๆ
“ข้าไปก่อนล่ะ จะได้ไม่ทำให้เจ้าตกใจกลัวอีก!”
เถ้าแก่ยกแขนเสื้อขึ้น ขวางทางเขาไว้แน่นหนาอย่างมั่นคง
“ทิ้งกระบี่ไว้ ข้าจะเอาไปให้นายท่านใหญ่ดู”
“กระบี่ผุๆ เล่มเดียว ราคาแค่สิบหินปราณ มีอะไรให้น่าดูชมกัน?” เว่ยผิงแค่นยิ้ม เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเถ้าแก่ที่ไม่ยอมหลีกทาง พลันสะกิดปลายเท้า ร่างกายลอยละลิ่ว พุ่งทะยานออกไปทางประตูราวกับลูกศรที่หลุดจากคันธนู
เขาเคลื่อนไหวโดยไม่มีลางบอกเหตุใดๆ ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะยิ้มร่า
“ตาเฒ่าคนนั้นเคยบอกไว้ ว่าจะให้ข้าเป็นผู้สืบทอดร้านคนต่อไป พวกเจ้าลืมไปแล้วรึ? ผู้สืบทอดซื้อกระบี่แค่เล่มเดียว อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยไปหน่อยเลยน่า!”
เสี่ยวจั๋วได้ยินดังนั้น พลันเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ รู้สึกว่าผิวหน้าของเจ้าคนผู้นี้ช่างหนากว่ากำแพงเมืองฮวาเว่ยเสียอีก
แต่ต่อให้เว่ยผิงจะทะยานหลบหลีกอย่างไร กระโดดข้ามขื่อคาเหยียบโต๊ะเก้าอี้อย่างไร ภายในเวลาชั่วพริบตาเขาเปลี่ยนวิชาตัวเบาไปถึงสิบกว่าท่า ทว่ากลับมีแขนเสื้อข้างหนึ่งคอยขวางหน้าเขาไว้ได้เสมอ
เถ้าแก่แค่นเสียง กลิ่นอายสะกดข่มของยอดตบะขอบเขตแก่นทองคำแผ่ซ่านออกมา “นายท่านใหญ่ยังบอกอีกว่า หากเจ้ายอมเรียนวิชาอักษรของเขา เจ้าถึงจะเป็นผู้สืบทอด หากเจ้าไม่เรียน เจ้าก็เป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!”
ทั้งสองฝ่ายติดอยู่ในพื้นที่แคบของโรงรับจำนำ ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องให้เกรงใจ จึงไม่กล้าแผ่ซ่านลมปราณออกมามากนัก กลัวจะก่อเรื่องใหญ่โตจนเป็นที่สังเกต
ในที่สุดเว่ยผิงก็ถูกบีบให้ลงสู่พื้นดิน เขาเปิดปากด่าทอทันที “พวกเจ้าคนสำนักปราชญ์อักษรช่างรังแกคนเกินไปแล้ว! ค้าขายก็จะบังคับซื้อบังคับขาย รับศิษย์ก็ยังจะบังคับกันอีกรึไง?”
“นี่ๆๆ เจ้าคนถ่อย!”
เสี่ยวจั๋วเพิ่งจะถลกแขนเสื้อขึ้น เว่ยผิงก็เอามือกุมหน้าอกเริ่มแสดงงิ้วทันที “อย่าลงไม้มือนะ ข้าโรคหัวใจกำเริบขึ้นมา ตายไปจะนอนขวางเป็นโลงศพเฝ้าหน้าร้านพวกเจ้าเลยคอยดู!”
ประจวบเหมาะกับเวลานั้น พลันมีเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมาจากใต้ดิน ราวกับเป็นเสียงประกอบพากย์ให้แก่เว่ยผิงอย่างไรอย่างนั้น
สีหน้าของทั้งสามคนพลันเปลี่ยนไปพร้อมกัน เถ้าแก่รีบวิ่งลงไปข้างล่างทันที
เสี่ยวจั๋วกัดฟันกรอด “โรคหัวใจของท่านผู้เฒ่าเจิ้งกำเริบขึ้นมาจริงๆ ต้องเป็นเพราะถูกเจ้าอันธพาลนี่กวนประสาทเมื่อกี้แน่ๆ!”
นับแต่ซ่งเฉียนจีเดินเข้ามาจำนำกระบี่ ค่ำคืนนี้โรงรับจำนำก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
“ท่านผู้เฒ่าเจิ้งเป็นอย่างไรบ้าง?” เว่ยผิงถาม
“ดีขึ้นแล้ว หลังจากกินโอสถสงบจิต ข้าได้ช่วยโคจรลมปราณให้เขา ยามนี้นั่งสมาธิเข้าฌานไปแล้ว” เถ้าแก่เช็ดเหงื่อ
“ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าหมอนั่นก่อเรื่องแท้ๆ!” เสี่ยวจั๋วบ่นอย่างโมโห
“ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” เว่ยผิงถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอย่างเต็มที่
เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มาเร็วกว่านี้สักก้าว จะได้เจอคนเขียนยันต์ผู้นั้น
เถ้าแก่เองก็รู้สึกอัดอั้นตันใจตบโต๊ะส่งยันต์บำรุงปราณใบหนึ่งออกมา “ท่านผู้เฒ่าเจิ้งจ้องมองยันต์ใบนี้ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นความลุ่มลึก ทุกกระบวนพู่กันล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แล้วพอนึกถึงคำพูดของเจ้าหมอนั่นที่บอกว่า ‘พอเป็นบ้างนิดหน่อย’ เขาก็ยิ่งคิดก็ยิ่งมีโทสะ จนธาตุไฟเข้าแทรก คิดว่าชีวิตที่ผ่านมาของตนเองช่างไร้ค่า คำว่า ‘นิดหน่อย’ ของเขายังเทียบไม่ได้เลยสักนิด! ยันต์ใบนี้ข้าต้องเก็บไป ห้ามให้ท่านผู้เฒ่าเห็นอีกเด็ดขาด”
เว่ยผิงจ้องมองแผ่นยันต์ แววตาจดจ่อ ครู่หนึ่งพลันร้อง “เอ๊ะ” ออกมา
“บนนี้มีตัวอักษรเขียนซ้อนทับกันอยู่ด้วย!”
เสี่ยวจั๋วรู้สึกแปลกใจ “นั่นไม่ได้เรียกว่าตัวอักษรหรอกนะ!”
ยันต์บำรุงปราณเป็นยันต์ระดับพื้นฐานที่สุด มีวิธีเขียนมากมายที่ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน
ความคุ้นเคยในการลงพู่กันของผู้ฝึกยันต์แต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ร่องรอยที่ทิ้งไว้บนแผ่นกระดาษยันต์จึงแตกต่างกันไปด้วย
“ไม่หรอก นี่ไม่ใช่แค่ยันต์ แต่เป็นคำปริศนา คนที่เขียนมันขึ้นมา ต้องตั้งใจจะส่งผ่านข้อความบางอย่างผ่านยันต์ใบนี้แน่นอน” เว่ยผิงเอ่ยอย่างจริงจัง
“ข้อความอะไร?” เถ้าแก่ขมวดคิ้ว นึกถึงใบหน้าที่เรียบเฉยของเด็กหนุ่มผู้นั้นขึ้นมาได้อีกครั้ง
เว่ยผิงถาม “หากข้าสามารถถอดรหัสออกมาได้ เจ้าจะยกกระบี่เก่าเล่มนี้ให้ข้าใช่ไหม?”
เถ้าแก่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ตกลง เจ้าลองดูสิ”
เว่ยผิงกลับหัวกระดาษยันต์ ดึงกระดาษกับพู่กันจดบันทึกของเถ้าแก่มาเขียน
“กลับหัวกลับหาง มองย้อนรอยพู่กันของเขา แยกแยะลายเส้นออกจากกัน ห้ามให้ทับซ้อนกัน...”
ครู่เดียว เว่ยผิงก็วางพู่กัน “อ่ะ คราวนี้น่าจะมองออกแล้วนะ”
เถ้าแก่รับกระดาษมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขาเห็นบนกระดาษมีตัวอักษรขนาดใหญ่สองตัวเด่นหรา——“หน้าเลือด” (奸商 - เจียนซาง พ่อค้าหน้าเลือด)
เว่ยผิงตบโต๊ะหัวเราะลั่น หัวเราะจนตัวงอ
“เข้าใจหรือยัง? พวกเจ้าเจอดีเข้าให้แล้ว เขาไม่ได้ตั้งใจจะเขียนยันต์หรอก เขาแค่ตั้งใจจะด่าเจ้าต่างหากเล่า เจ้าไปโก่งราคาเขามาใช่ไหม?”
ใบหน้าของเถ้าแก่พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับขาว “เปิดร้านทำมาค้าขาย คนค้าคนขาย มันก็ต้องหากำไรบ้างสิ แปลกอะไรตรงไหน!”
เสี่ยวจั๋วพลันเอ่ยขึ้น “ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่า เหตุใดนายท่านใหญ่ถึงอยากจะรับเจ้าอันธพาลคนนี้เป็นศิษย์นัก”
ประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลม พรสวรรค์และไหวพริบปฏิภาณที่เหนือล้ำกว่าคนทั่วไปอย่างมาก
“อย่ามายกยอข้าเลย ยกยอไปข้าก็ไม่มีเงินให้!” เว่ยผิงคว้ากระบี่เก่า หัวเราะร่าเดินออกจากร้านไป มุ่งหน้าเข้าสู่ราตรีอันมืดมิด
โรงรับจำนำตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน
เถ้าแก่ถอนหายใจยาว “คนรุ่นเราตอนอายุยังน้อย ขอเพียงมีความสามารถบ้าง ก็มักจะคิดว่า ‘ลูกผู้ชายเกิดมาในใต้หล้า ควรเหน็บกระบี่สามฉื่อ สร้างเกียรติยศชื่อเสียงเกริกไกร’ ทว่าอัจฉริยะที่แท้จริงในยุคนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด? คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในใต้หล้า ยามนี้จะมีสักกี่คนกันที่เป็นยอดคนจริงๆ?”
เสี่ยวจั๋ว “เว่ยผิงสมองไม่ปกติ ส่วนเจ้าคนมาซื้อฉินเมื่อครู่เจ้าเล่ห์เพทุบาย แอบด่าคนลับหลัง ข้าเกลียดทั้งคู่เลย”
“เจ้าจะเกลียดก็ไม่มีประโยชน์” เถ้าแก่ส่ายหน้า “ไปเถอะ เอายันต์ ‘หน้าเลือด’ ใบนี้ไปให้นายท่านใหญ่ดู นายท่านใหญ่อายุขัยใกล้จะสิ้นสุดแล้ว กำลังกลุ้มใจเรื่องวิชาความรู้ไม่มีคนสืบทอด พวกเรามิอาจทำลายกฎสามไม่ถามได้ เรื่องที่เหลือก็ปล่อยให้นายท่านใหญ่ตัดสินใจเองเถอะ”
...
การเฝ้ารอใครสักคนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายมาก
หญิงสาวสองคนมารอคนในยามวิกาล ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยต่อกัน บรรยากาศจึงยิ่งอึดอัดยิ่งกว่าการอยู่คนเดียวเสียอีก
เหอชิงชิงทั้งง่วงทั้งหิวทั้งหนาว วันนี้นางถูกคนรังแก ทั้งยังร้องไห้เสียใจอย่างหนัก พลังกายสูญสิ้น ร่างกายจิตใจเหนื่อยล้าถึงขีดสุด สติเริ่มเลือนลอย ลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ที่ใด และมีใครนั่งอยู่ข้างกาย
นางล้มตัวพิงไปทางเฉินหงจู้กะทันหัน
เฉินหงจู้เบี่ยงตัวหลบโดยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อมองเห็นร่างกายที่ซูบผอมและบอบบางของเหอชิงชิง สุดท้ายนางก็ไม่ได้ขยับหนี ปล่อยให้อีกฝ่ายเอาหัวพิงไหล่ตนเองนอนหลับไป
“ข้าเองก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” นางพึมพำ ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด
ยามซ่งเฉียนจีเดินกลับมา เห็นจากไกลๆ ว่ามีเงาร่างสองสายอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านตนเอง
เด็กสาวสองคนกำลังอิงแอบกันอยู่
ภายใต้แสงจันทร์ ดูเหมือนดอกบัวสีแดงและสีขาวสองดอกที่กำลังเบ่งบานเคียงคู่กัน
ความร้อนแรงและความบอบบางสอดประสาน ภาพช่างงดงามนัก ทว่าซ่งเฉียนจีกลับรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
แค่คนเดียวยังร้องไห้จนดอกเทียนกิ่งเหี่ยวเฉาได้ ถ้ามาสองคน สวนผักข้าคงพังพินาศหมดสิ้นเป็นแน่
เฉินหงจู้ไม่ได้หลับ นางเพียงแค่หลับตาพักผ่อนเท่านั้น
พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็ยืดตัวตรงทันที ยามนางขยับตัว เหอชิงชิงจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
เมื่อรู้ตัวว่าตนเองแอบพิงไหล่ของคุณหนูใหญ่แห่งนิกายฮวาเว่ยนอนหลับไป นางก็ตกใจจนรีบลุกขึ้นยืนสุดตัว
“ขออภัยเจ้าค่ะ เสียกิริยาแล้ว”
เด็กหนุ่มสวมชุดคลุมอาบแสงจันทร์เดินเข้ามาใกล้
“ศิษย์พี่ซ่ง!” เหอชิงชิงอุทานด้วยความยินดี ก่อนจะรู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงลดเสียงลงเอ่ยใหม่ “สหายเต๋าซ่ง ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
เฉินหงจู้ไม่ได้มองนาง นางจับจ้องไปที่ซ่งเฉียนจี “เจ้าไปไหนมา?”
ซ่งเฉียนจีชี้นิ้วไปที่นกกระดาษสีแดงที่อกเสื้อของตน “เจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่นา”
เหอชิงชิงได้ยินน้ำเสียงสนิทสนมกลมเกลียวของทั้งสองคน ในใจรู้สึกวูบไหวอย่างบอกไม่ถูก ทั้งอิจฉาทั้งขมขื่น
ได้ยินเฉินหงจู้ถามต่อว่า “ข้าเห็นเจ้าพกกระบี่ออกไป แล้วกระบี่ของเจ้าล่ะ?”
“จำนำไปแล้ว” ซ่งเฉียนจีกล่าวเรียบๆ
“จำนำแล้ว?!” เฉินหงจู้กระโดดตัวลอย
ซ่งเฉียนจีไม่ได้ใส่ใจ เขาอยากจะรีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
เขาเปิดกล่องฉินออก ยื่นส่งให้เหอชิงชิง “รับไปสิ”
กล่องฉินเปิดออก แสงสีเขียวมรกตพลันสาดส่องออกมาทันที
ตัวฉินบอบบางและงดงามราวประดุจสายน้ำฤดูวสันต์ สายทั้งเจ็ดประดุจระลอกคลื่นบนผิวน้ำ
สีเขียวของวสันต์ช่างสดใสยิ่งนัก จนทำให้แสงจันทร์ดูหม่นแสงลงไปถนัดตา
“นี่มัน... หลี่อี่ไถ่ (ระเบียงคลื่นคราม) รึ?” เฉินหงจู้อดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความตกใจ
ความจริงซ่งเฉียนจีไม่ได้สังเกตชื่อหรือพิธีรีตองใดๆ เลย เพียงเพราะยามยกดูรู้สึกว่าหลังนี้น้ำหนักเบาที่สุด จึงเลือกหลังนี้มา
“เจ้าเป็นผู้ฝึกกระบี่ ยอมจำนำกระบี่คู่กายเพียงเล่มเดียว เพื่อซื้อ ‘หลี่อี่ไถ่’ หลังนี้มามอบให้นางเนี้ยนะ?”
เฉินหงจู้เม้มปากแน่น ชี้ไปที่ฉิน แล้วชี้ไปที่เหอชิงชิง “เจ้า... เจ้าบ้าไปแล้วจริงๆ!”
เหอชิงชิงยิ่งตกใจยิ่งกว่านางเสียอีก ถึงขั้นหวาดระแวงไปทั้งตัว
นางจ้องมองซ่งเฉียนจีเขม็ง
ไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือออกมารับ
“หลี่อี่ไถ่” ย่อมมีน้ำหนักเบาที่สุดอยู่แล้ว ตามประเพณีปฏิบัติของตระกูลใหญ่ในทวีปเทียนซี มันคือฉินหลังแรกที่ผู้ใหญ่ในตระกูลนิยมมอบให้แก่บุตรสาวคนเล็ก
ราคาไม่ถูก หญิงสาวพกพาฉินหลังนี้ออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูงในฤดูใบไม้ผลิ คนอื่นเห็นเข้า ย่อมรู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้มีฐานะมั่งคั่งและเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของครอบครัวอย่างยิ่ง ย่อมไม่มีใครกล้าเสียมารยาทใส่นางเป็นอันขาด
---