Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 22 ต่อหน้ารับของกลับไปได้ทันที)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 22 ต่อหน้ารับของกลับไปได้ทันที

  • 24/08/2569

บทที่ 22 ต่อหน้ารับของกลับไปได้ทันที


ซ่งเฉียนจีมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่า บัดนี้หน้าประตูบ้านเขามีคนสองคนนั่งรออยู่ แถมยังวางเดิมพันกันว่าคืนนี้เขาจะกลับมาหรือไม่


เขาเดินลุยความมืดลงไปด้านล่างได้ประมาณห้าสิบกว่าขั้น แสงสว่างพลันเจิดจ้าขึ้นทันที ทว่าไม่ใช่แสงอุ่นๆ จากโคมไฟหรือเทียนไข แต่เป็นรัศมีที่นุ่มนวลซึ่งสาดส่องออกมาจากผนังปูนเย็นเยียบทั้งสี่ด้าน


บนผนังฝังไข่มุกราตรีนับพันเม็ด ยามอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ดูงดงามตระการตาประดุจตกลงไปในทางช้างเผือก มีความหรูหราอลังการสุดขีด


ซ่งเฉียนจีเดินฝ่าทางช้างเผือก ผ่านประตูสามบาน บนประตูแต่ละบานสลักอักษรเขียนไว้ตามลำดับว่า:


พืชวิเศษโอสถปราณ, ตำราเคล็ดวิชา, สมบัติวิเศษทัพยากรบำเพ็ญ...


ประตูแต่ละบานล้วนสลักอักขระค่ายกลไว้ เหลือเพียงช่องขนาดเล็กเท่าปากชามใบหนึ่งเจาะไว้ให้ส่งของ


เขาหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูบานที่สี่ ยื่นมือเคาะประตูเบาๆ


จากช่องประตูมีเสียงชราอันเย็นเยียบดังขึ้นมา


“ซื้อหรือขาย?”


“ขายยันต์”


“ยันต์เลี้ยงปราณยี่สิบหินปราณ ยันต์รวบรวมปราณยี่สิบห้า ยันต์ติดตามสามสิบ...”


ซ่งเฉียนจีขัดจังหวะ “ข้าขายเฉพาะยันต์บำรุงปราณ”


“เจ้ามีกี่ใบ?”


“ใบเดียว”


ภายในเงียบไปครู่หนึ่ง


ซ่งเฉียนจีแทบจะสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นตันใจของอีกฝ่าย: ธุรกรรมเล็กน้อยปานเนื้อติดซอกฟันขนาดนี้ จำเป็นต้องถ่อมาทำถึงในร้านเถื่อนทมิฬด้วยรึไง? ปัดโธ่!


“ส่งเข้ามาสิ” เสียงชราเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา


ซ่งเฉียนจีลูบจมูกเบาๆ “ข้าไม่ได้พกติดตัวมาด้วย...”


คนข้างในยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงทุ้มต่ำของเถ้าแก่ชราพลันดังขึ้นเบื้องหลัง “พ่อหนุ่ม ข้าไม่สนใจหรอกนะว่าเจ้าจะเป็นลูกหลานบ้านไหน ผู้ใหญ่ที่บ้านเจ้าไม่ได้สั่งสอนหรือไงว่า การมาล้อเล่นกับร้านเถื่อนทมิฬ ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนที่สาสม”


ซ่งเฉียนจีหันไปมองเขา “ขอยืมกระดาษยันต์ น้ำหมึกชาด และพู่กันเขียนยันต์หน่อยสิ”


“เจ้าจะมาเขียนสดตรงนี้เลยรึ?” เสียงข้างในประตูดังขึ้นอย่างตกใจ


“ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” ซ่งเฉียนจีพยักหน้า


ผู้ฝึกยันต์มือใหม่ยามจะเขียนยันต์ มักจะปิดประตูขังตัวเอง อาบน้ำอบร่ำ นั่งนิ่งรวบรวมสมาธินานหลายวัน เพื่อส่งเสริมจิตใจให้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด


อาศัยกระแสปราณที่อุดมสมบูรณ์ ตวัดพู่กันเขียนยันต์ออกมาหลายๆ ใบติดต่อกัน จนกว่าพลังจิตวิญญาณจะอ่อนล้าและลมปราณจะแห้งเหือดถึงจะหยุดพู่กัน หากสมาธิหลุดลอยเพียงนิด พู่กันขยับพลาด ยันต์ใบนั้นก็ย่อมกลายเป็นของเสียทันที


ผู้ฝึกยันต์ทั่วไป ต้องรอจนตบะทะลวงถึงขอบเขตแก่นทองคำก่อน ถึงจะกล้าลองตวัดพู่กันเขียนยันต์สดต่อหน้าผู้คน


“เหอะๆ เช่นนั้นข้าก็ขอเปิดหูเปิดตาหน่อยแล้วกัน เสี่ยวจั๋ว ไปหยิบของมาให้เขา”


เถ้าแก่ชราเห็นชัดว่าไม่เชื่อเด็กหนุ่มตรงหน้าที่มีตบะอยู่แค่ขอบเขตรวบรวมปราณ ซ้ำยังยากจนข้นแค้นจนไม่มีปัญญาจะซื้อฉินหลังเดียวนั้น จะสามารถเขียนอะไรขึ้นมาได้จริงๆ เขาผ่านโลกมามาก ทว่าหากในวงการมีผู้ฝึกยันต์ที่น่าอนาถขนาดนี้ ย่อมถือเป็นการลบหลู่วงการผู้ฝึกยันต์ทั้งหมดเลยทีเดียว


พนักงานหนุ่มประคองถาดใส่ของเข้ามา นอกจากของที่ซ่งเฉียนจีต้องการแล้ว ยังมีกระถางธูปหนึ่งใบ อ่างน้ำสะอาดหนึ่งใบ และผ้าเช็ดมือสะอาดอีกหนึ่งผืน


ทว่าซ่งเฉียนจีไม่ได้ล้างมือ และไม่ได้จุดธูปบำเรอเทพแต่อย่างใด


มือข้างหนึ่งของเขากดกระดาษยันต์สีเหลืองหม่นไว้กับแผ่นประตู อีกมือจับพู่กัน จุ่มน้ำหมึกชาดสีแดงสดจนชุ่ม


เขายังไม่ได้ยืนตัวตรงด้วยซ้ำ ท่าทางประดุจนักเลงตีนสะพานที่กำลังตวัดเขียนตั๋วแลกเงินส่งเดชให้แก่เจ้าหนี้อย่างนั้นแหละ


ยกข้อมือขึ้น หลับตาลงชั่วครู่ จากนั้นพลันตวัดพู่กัน!


ปลายพู่กันวาดผ่าน กระแสปราณวิญญาณอันน่าอัศจรรย์แผ่ซ่านออกมาบนแผ่นกระดาษทันที ลมปราณวิญญาณปะทุออกมาจากตำหนักม่วงของซ่งเฉียนจี ไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรทั่วร่าง หลอมรวมเข้ากับน้ำหมึกชาดที่ปลายพู่กัน และสุดท้ายก็สลักแน่นลงบนแผ่นกระดาษยันต์ไปพร้อมกับน้ำหมึกหยดสุดท้าย


ซ่งเฉียนจีตวัดพู่กันจบ เส้นหมึกชาดสีแดงสดสว่างวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง ราวกับแผ่นกระดาษยันต์ใบนี้ดูมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาทันที


“เสร็จแล้ว” เขาส่งยันต์เข้าไปในช่องประตู ตลอดกระบวนการเขียน ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น


เขียนรวดเดียวจบ มารับของได้ทันที!


เถ้าแก่ชรานิ่งอึ้งพูดไม่ออก พนักงานหนุ่มทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายันต์ใบนี้เขียนสำเร็จหรือไม่


ภายในช่องประตูไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ


ซ่งเฉียนจีเร่งเร้า “จ่ายเงินสิ”


“ข้ามองไม่ทัน เจ้าเขียนใหม่อีกใบสิ!” เถ้าแก่ได้สติกลับมาก่อนใครเพื่อน แววตากลับมาร้อนรนอีกครั้ง “กระดาษยันต์มีให้ไม่อั้น ข้าให้เจ้าใบละสามร้อยเลย! เจ้าเขียนยันต์อะไรได้อีกบ้าง?”


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “ใบละสองร้อย ตามที่ตกลงกันไว้แต่แรกนั่นแหละ”


“นอกจากฉิน เจ้าไม่อยากได้ของอย่างอื่นอีกรึพ่อหนุ่ม!” เถ้าแก่เริ่มร้อนรนบ้างแล้ว


“ไม่มีแล้ว” ซ่งเฉียนจีกล่าว


“พ่อหนุ่ม ที่นี่มีทั้งปิ่นปักผม แป้งหอม โอสถคงความงาม มีครบทุกอย่างที่เหมาะจะเอาไปกำนัลให้แก่ผู้ฝึกตนหญิงคู่กับฉินนะ ลองคิดดูดีๆ อีกทีสิ เจ้าต้องอยากได้อะไรเพิ่มแน่ๆ!”


ซ่งเฉียนจีเริ่มจะหมดความอดทน เวลาล่วงเลยมามากแล้ว


“ข้าอยากได้ยอดเขาสักลูก” เขาเลิกคิ้วขึ้น “พวกเจ้าให้ได้ไหมล่ะ?”


“ยอดเขา?” เถ้าแก่อึ้งไป


เป็นยอดเขาประเภทที่... เขาคิดอยู่รึเปล่านะ?


ความต้องการนี้ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ


“หากเป็นเรื่องยอดเขา ข้าต้องไปขอคำชี้แนะจากเบื้องบนก่อน เจ้าจงกลับมาใหม่ในเวลานี้ของวันพรุ่งนี้เถิด”


ซ่งเฉียนจีคิดในใจ วันพรุ่งนี้เวลานี้ข้านอนเอกเขนกดูดาวที่ลานบ้านไม่สบายกว่ารึ? เหตุใดต้องมาทนดูดาวปลอมๆ เต็มกำแพงที่นี่ด้วยเล่า


“จ่ายเงิน” เขาเคาะประตูเร่งอีกครั้ง


มีถุงเก็บของยื่นออกมาจากช่องประตู พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความสงสัย “เจ้าเป็นผู้ฝึกยันต์จริงๆ หรือ? ภายในกายเจ้าไม่มีกลิ่นอายปราณยันต์เลยสักนิด”


มันก็เหมือนผู้ฝึกกระบี่ที่มีปราณกระบี่คุ้มกาย คนที่จับพู่เขียนยันต์อยู่เป็นประจำ กิริยาท่าทางย่อมต้องแตกต่างจากคนทั่วไปเป็นธรรมดา


“ข้าไม่ใช่ แค่พอเขียนได้นิดหน่อยเท่านั้นแหละ” ซ่งเฉียนจีชั่งน้ำหนักถุงเก็บของในมือ โยนให้พนักงานด้วยความพึงพอใจ “ซื้อฉิน”


“นี่เรียกว่า ‘พอเป็นบ้างนิดหน่อย’ งั้นตลอดหลายปีมานี้ข้า...” คนในประตูพึมพำอะไรบางอย่างต่อ ทว่าซ่งเฉียนจีเดินขึ้นข้างบนไปแล้ว จึงได้ยินไม่ถนัด


ได้ยินเพียงพนักงานเสี่ยวจั๋วตบประตูตะโกนลั่น


“ท่านผู้เฒ่าเจิ้ง คลื่นลูกหลังย่อมซัดสาดคลื่นลูกแรก ท่านอย่าได้คิดสั้นเด็ดขาดนะขอรับ!”


เถ้าแก่ชราเองก็รู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่เหมือนกัน


กระดูกของคนผู้นี้อายุอย่างมากก็ไม่เกินสิบห้าปี ตบะอย่างมากก็แค่ขอบเขตรวบรวมปราณช่วงปลาย สวมชุดคลุมศิษย์ฝ่ายนอกนิกายฮวาเว่ย ไม่แต่งตัวหรูหรา ยากจนข้นแค้น แถมยังขี้เหนียวสุดๆ!


เขาไม่ควรมาจำนำกระบี่ ไม่ควรจะเขียนยันต์เป็น และที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรจะล่วงรู้ถึงการดำรงอยู่ของร้านเถื่อนทมิฬแห่งนี้เลยสักนิด


เต็มไปด้วยคดีปริศนาไปทั้งตัวจริงๆ


ตามกฎ “ไม่ถามทางมา ไม่ถามทางไป ไม่ถามเป็นตาย” ของร้านเถื่อนทมิฬแล้ว เขาย่อมไม่มีสิทธิ์เอ่ยปากรั้งคนไว้ และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะรู้กฎเกณฑ์นี้ดี จึงเดินจากไปอย่างผ่าเผยโดยไม่มีความกังวลใดๆ เลยสักนิด


เขาเคยเห็นความลับในโลกบำเพ็ญเพียรมามากมาย ความลับของตระกูลใหญ่ นิกายใหญ่ หรือของพวกมหาอำนาจผู้แข็งแกร่ง มักจะน่ากลัวและสยดสยองยิ่งกว่านี้ เป็นเรื่องสกปรกโสโครกที่ปิดบังผู้คนไว้ รอวันเน่าเปื่อยฝังลงดิน


ทว่าความลับในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป มันเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่กำลังจะแทงหน่อพ้นดินโคลน ชวนให้เขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะรู้ความจริงเสียเหลือเกิน


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้ฝึกยันต์ที่เยาว์วัยเพียงนี้ ทว่ากลับมีทักษะการเขียนยันต์ที่ชำนาญถึงเพียงนี้ พวกปัญญาชนรุ่นเยาว์ในสำนักศึกษาชิงหยา วันๆ เอาแต่ก้มหน้าฝึกฝนพู่กัน แต่ไม่มีใครเหนือไปกว่าคนผู้นี้ได้เลยสักคนเดียว


ยอดอัจฉริยะที่แท้จริง เหตุใดถึงไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ละโมบในทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใฝ่หาชื่อเสียงลาภยศ  ทำไมยอมตกต่ำถึงขนาดต้องเอากระบี่มาจำนำเพื่อแลกฉินหลังหนึ่งแค่นั้นเอง


“สิบห้าสิบหกปี”


หลังจากซ่งเฉียนจีเดินจากไป ผู้เฒ่าเจิ้งพึมพำกับตนเอง พลันตกอยู่ในภวังค์ความทรงจำ


นายท่านใหญ่ในตอนนั้น ยามที่จับพู่กันตวัดเขียนยันต์สดสำเร็จ ก็อายุราวๆ นี้กระมัง


...


ราตรีมืดมิด ดวงจันทร์ยิ่งทอสว่างเฉิดฉาย


หมาป่าและสุนัขป่าต่างพากันนอนหลับใหลด้วยความเหนื่อยล้า บนถนนสายเปลี่ยว มีเพียงลมราตรีที่พัดโชยไปมา


ซ่งเฉียนจีแบกกล่องฉิน เดินอาบแสงจันทร์อย่างเชื่องช้า


ชาติก่อนเขาเคยติดต่อค้าขายกับคนที่นี่บ่อยครั้ง ย่อมรู้ดีถึงความเที่ยงธรรมและจรรยาบรรณของคนในร้านเถื่อนทมิฬ จึงไม่มีความกังวลใดๆ


โคมไฟหน้าโรงรับจำนำดูเหมือนดวงไฟวิญญาณสองดวง สว่างวูบวาบไปมา


ณ ปลายถนนมีคนอีกคนเดินมา


คนผู้นั้นสวมชุดผ้าหยาบขาดรุ่งริ่ง รองเท้าหลุดหายไปข้างหนึ่ง เดินโอนเอนไปมา สะดุดหกล้มหลายต่อหลายครั้ง ทว่าก็กลับมาทรงตัวยืนหยัดได้ในก้าวสุดท้ายเสมอ


ลมวสันต์พัดพาเอากลิ่นอายสุราบนร่างของเขา ลอยมาเตะจมูกซ่งเฉียนจี


ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ก็แค่พวกอันธพาลขี้เมาคนหนึ่ง ที่เมาจนหลงทางแล้วนั่นเอง


เมืองใหญ่ต่อให้ระบบป้องกันภัยจะดีเพียงใด ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนหลากหลายประเภทปะปนอยู่ ขอเพียงไม่ไปก่อกวนหาเรื่องใส่ตัวผู้ฝึกตน และไม่ขัดขวางการส่งส่วยธูปเทียนบูชาของปุถุชน นิกายฮวาเว่ยย่อมเกียจคร้านจะลดตัวลงมาจัดการ


ในเมืองฮวาเว่ยมีพวกอันธพาลตัวเล็กๆ อยู่มากมาย


ชาติก่อนตอนที่ซ่งเฉียนจีหนีตาย เขาคุ้นเคยกับคนประเภทนี้เป็นอย่างดี ขโมยไก่ลักสุนัขดื่มสุราปลอม รวมกลุ่มหาเรื่องทะเลาะวิวาทและทำตัวไร้สาระ ไร้ที่พำนักเป็นหลักแหล่งนอนตามซอกสะพาน ไม่เคยก่อคดีร้ายแรง ทว่าก็ไม่เคยอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเลยสักวัน


บนถนนมีเพียงคนสองคนเท่านั้น


อันธพาลขี้เมาคนนั้นพลันพุ่งชนเข้ามาตรงๆ ซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ยื่นมือไปพยุงตามสัญชาตญาณ


“ระวังหน่อยสิ”


อีกฝ่ายโอนเอนไปอีกทาง หลบพ้นมือของเขาพอดี ในปากพึมพำตอบกลับคำหนึ่ง ฟังดูไม่เหมือนคำขอบคุณ เมามายจนลืมตาไม่ขึ้นเลยทีเดียว


ยามที่เดินสวนกัน ซ่งเฉียนจีปรายตามองใบหน้าของคนผู้นี้โดยสัญชาตญาณ


เป็นใบหน้าที่เยาว์วัย ทว่าราบเรียบธรรมดาสามัญ นับป็นใบหน้าประเภทที่มองปราดเดียวก็ลืมเลือนได้ทันที


เดินผ่านไปได้สามก้าว จิตสำนึกของซ่งเฉียนจีพลันกระตุกวูบ ขมวดคิ้วแน่น


ตกลงมันมีอะไรผิดปกติกันแน่?


ใช่สิ! ชัดเจนว่าเมื่อครู่เขาได้เห็นใบหน้านั้นกับตา ทว่ายามนี้เขากลับลืมไปแล้วว่าคนผู้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร!


ราวกับว่าไม่เคยได้มองเห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจนเลยสักครั้งเดียว!


“วิชาอำพรางรูปโฉม ที่แท้ก็เป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง!”


เหมือนกับตนเอง เป็นผู้ฝึกตนที่แอบเข้ามาในร้านเถื่อนทมิฬในยามวิกาลคนหนึ่ง


ความตื่นตระหนกในใจของซ่งเฉียนจีจางหายไปในพริบตา ฝีเท้าไม่ได้หยุดชะงัก และไม่ได้หันกลับไปมองด้วย


อีกฝ่ายจะเป็นใคร ย่อมไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเขาอยู่แล้วมิใช่หรือ?


เอาฉินไปส่งให้เหอชิงชิง เพื่อไม่ให้นางมาร้องไห้ทำลายแปลงผักของเขาอีก นั่นต่างหากคือเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้


ในเวลาเดียวกัน อันธพาลขี้เมาล้มกลิ้งเข้าไปในประตูโรงรับจำนำ


“เว่ยผิง! เจ้ามาแล้วรึ” เสี่ยวจั๋วยิ้มอย่างสะใจ ขยับเข้าไปใกล้พลางถามว่า “ทำไม กระบี่ของเจ้าพักพินาศอีกแล้วหรือไง?”


เด็กหนุ่มที่ชื่อเว่ยผิงคลานขึ้นมาจากพื้น


“หากกระบี่ของข้าไม่พัง ร้านพวกเจ้าคงไม่มีลูกค้ามาอุดหนุนล่ะสิท่า?”


“ข้าไม่ได้โม้นะ วันนี้ร้านเราค้าขายดีมาก เมื่อครู่เพิ่งจะมีคนมาซื้อฉินไปหลังหนึ่ง”


เว่ยผิงไม่เชื่อ สายตาของเขาจับจ้องไปยังโต๊ะ


บนโต๊ะยังมีกู่ฉินวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ท่ามกลางอัญมณีและแสงสีทองระยิบระยับเหล่านั้น มีกระบี่ยาวที่ดูธรรมดาสามัญเล่มหนึ่งวางปนอยู่


ดูเก่าซอมซ่อ ราบเรียบไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักนิด


ประดุจไก่ป่าหลุดเข้าไปในฝูงหงส์ฟ้า... ไม่สิ บอกว่าเป็นไก่ป่ายังถือว่ายกย่องเกินไปเลยด้วยซ้ำ เว่ยผิงคิดในใจ


“ไก่ป่า... เอ้ย กระบี่เล่มนี้ราคาเท่าไหร่?” เว่ยผิงถาม


“ยี่สิบหินปราณแล้วกัน!” เสี่ยวจั๋วกล่าว


“เหลวไหลน่า อย่างมากก็แค่สิบหินปราณเท่านั้นแหละ!” เด็กหนุ่มขี้เมาที่ชื่อเว่ยผิงเห็นชัดว่าในกระเป๋าแห้งขอดพอกัน ทว่าผิวหน้ากลับหนากว่าซ่งเฉียนจีเยอะ เขายิ้มร่าพลางวางหินปราณสิบก้อนลงบนโต๊ะ คว้ากระบี่เตรียมจะชักเท้าหนี “เพิ่มให้อีกก้อนเดียวก็ไม่มี!”


“ไม่ได้เด็ดขาด” เถ้าแก่ชราครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ จนได้สติกลับมา เห็นเว่ยผิงกำลังหยิบกระบี่เก่าของซ่งเฉียนจีขึ้นมาลูบคลำ “เล่มนี้ข้าไม่อยากขาย เจ้าเปลี่ยนเป็นเล่มอื่นเถอะ”


เว่ยผิงหันกลับมา เลิกคิ้วยิ้มร่า


“ไม่เปลี่ยน ข้ามองมันแล้วถูกชะตา ชอบเล่มนี้แหละ เงินก็จ่ายของก็รับ ถือว่าตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น ย่อมต้องเป็นของข้าสิ”


รอยยิ้มนี้ ทำให้ใบหน้าที่ดูธรรมดาสามัญของเขา พลันเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นมาทันที


ถึงกับบดบังแสงสีทองของกู่ฉินทั่วทั้งห้องไปจนสิ้น


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป