Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 21 ยามวิกาลบุกร้านเถื่อนทมิฬ)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 21 ยามวิกาลบุกร้านเถื่อนทมิฬ

  • 24/08/2569

บทที่ 21 ยามวิกาลบุกร้านเถื่อนทมิฬ


ตอนซ่งเฉียนจีกลับเข้าห้องไปหยิบกระบี่ เขาถือโอกาสพกยันต์สื่อสารที่เฉินหงจู้มอบให้ไปด้วย


ตลอดเส้นทางราบรื่นไร้อุปสรรค ขนาดบังเอิญพบหน่วยลาดตระเวนของตำหนักบังคับใช้กฎสามกลุ่ม พอเห็นนกกระดาษสีแดงที่อกเสื้อของเขา ต่างก็รีบหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว


ตรงหน้าประตูใหญ่ ศิษย์เวรยามทักทายเขาอย่างสุภาพ พลางมองส่งเขาเดินพ้นซุ้มประตูแคว้นไป


ทว่าไม่รู้เพราะคิดไปถึงเรื่องใด สีหน้าจึงดูพิลึกพิลั่น ในความอิจฉามีความเวทนาปนอยู่ด้วย


เงาร่างของซ่งเฉียนจีเพิ่งจะหายลับ พวกเขาก็รีบจับกลุ่มซุบซิบกันทันที


การอยู่เวรยามในคืนที่มืดมิดช่างแสนน่าเบื่อ ในที่สุดก็มีเรื่องแปลกใหม่มาช่วยแก้เซ็ง สามารถคุยได้ทั้งคืน


“ดึกดื่นค่ำคืนปานนี้ เขาจะออกไปทำอะไรกันนะ? เจ้าไม่ได้ถามรึ?”


“เขาพกยันต์ของคุณหนูใหญ่มาด้วย ข้าจะกล้าถามหรือไง? แล้วทำไมเจ้าไม่ถามเองเล่า?”


“เฮ้อ... ใครว่ารูปโฉมของบุรุษไม่สำคัญ คนหน้าตาดีทำอะไรล้วนสะดวกไปหมดจริงๆ”


นิกายฮวาเว่ยตั้งอยู่ที่กิ่งอำเภอซ่างหลิน ทวีปเทียนซี


เมื่อมองไปทั่วทั้งทวีปเทียนซี นิกายฮวาเว่ยถือเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวประดุจพฤกษาค้ำฟ้า แผ่กิ่งก้านใบกว้างใหญ่ รากหยั่งลึก เมืองของปุถุชน แคว้น และชนเผ่าบริวารที่ขึ้นตรงต่อนิกายมีจำนวนนับไม่ถ้วน


ในดินแดนบริวารแต่ละแห่งล้วนมีศาลเทพเจ้า ราษฎรภายใต้การนำของราชวงศ์หรือขุนนางเซียนประจำท้องถิ่น ต่างพากันมากราบไหว้บูชารูปปั้นทองคำของผู้นำนิกายและเจ้าของยอดเขาตามกำหนดเวลา เพื่อช่วยเพิ่มพูนวาสนาให้แก่นิกาย


“เมืองฮวาเว่ย” นับเป็นหนึ่งในดินแดนเหล่านี้


มันตั้งอยู่ห่างจากเขาฮวาเว่ยเพียงไม่กี่ลี้ อาศัยบารมีของสำนักใหญ่ พวกศิษย์มารจึงไม่กล้ามาล้ำกราย เมืองนี้จึงมีความเจริญรุ่งเรือง มีประชากรหนาแน่นถึงหนึ่งล้านคน


ในคืนฤดูใบไม้ผลิที่ไม่มีการห้ามสัญจรยามวิกาลเช่นนี้ ลมราตรีพัดโชยมาแผ่วเบา ชวนให้เคลิบเคลิ้มยิ่งนัก


หากซ่งเฉียนจีเดินไปทางทิศตะวันออกของเมือง ย่อมจะพบกับสถานเริงรมย์ แสงไฟสว่างไสวดุจกลางวัน และอาจจะได้เจอกลุ่มของจ้าวจี้เหิงที่กำลังใช้เงินมือเติบ เมามายอยู่ท่ามกลางมวลบุปผา


หากเดินไปทางทิศใต้ของเมือง ย่อมเป็นย่านบ่อนพนันและโรงรับจำนำ เต็มไปด้วยเสียงตะโกนเซ็งแซ่ ไม่แน่ว่าสวีคั่นซานกับชิวต้าเฉิงอาจจะกำลังก้มหน้าก้มตาลงเงินพนันพลางทุบโต๊ะหัวเสียอยู่ก็เป็นได้


ทว่าซ่งเฉียนจีกลับมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของเมือง


ทิศเหนือของเมืองคือย่านเมืองเก่า


ผู้คนที่พักอาศัยอยู่ที่นี่มักจะเข้านอนกันเร็ว ยามค่ำคืนมีเพียงเสียงสุนัขเห่าแมวร้องหรือเสียงเด็กทารกน้อยแว่วมาเป็นระยะ


ร้านสุรา ร้านบะหมี่ ร้านขายผ้าไหม และร้านประทินผิวริมทางต่างพากันปิดประตูล็อคกุญแจแน่นหนา เหลือเพียงธงร้านสุราเก่าๆ สองสามผืนที่สั่นไหวตามสายลม


ตรอกซอกซอยเก่าแก่คับแคบและยาวเหยียด ประดุจใยแมงมุมที่พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง คนต่างถิ่นที่เพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรก หากไม่มีคนท้องถิ่นนำทาง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเดินหลงเข้าไปในซอยตัน ต้องใช้เวลาคลำทางอยู่เป็นเดือนถึงจะพอเดินไม่หลง


ทว่าฝีเท้าของซ่งเฉียนจีกลับมั่นคง ไร้ซึ่งความลังเล


ไม่ได้เดินผิดแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ได้เลี้ยวผิดเลยสักครั้ง


จันทร์เสี้ยวเย็นเยียบ ถนนสายยาวเงียบสงัด


แผ่นหินบนพื้นผ่านลมฝนมาเนิ่นนานจนเรียบเนียน สะท้อนเงาอันซูบผอมของซ่งเฉียนจีที่ทอดยาว


เขาพลันนึกขึ้นได้ว่า ชาติก่อน ณ เวลานี้ เขาก็เคยเดินอยู่บนถนนสายนี้เช่นกัน


นิกายฮวาเว่ยผู้เป็นถึงสำนักใหญ่ แต่ศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับหาญกล้าฆ่าคนในสำนัก ซ้ำยังแหกคุกหนีไปได้ เรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียเกียรติแก่สำนัก จึงมีการออกประกาศจับไล่ล่าเขาไปทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียร


ซ่งเฉียนจีหนีเอาชีวิตรอดไม่ได้พึ่งพาเพียงวิชาตัวเบา ยามเขาลงเขามาใหม่ๆ ตบะอยู่แค่รวบรวมปราณ นับเป็นเพียงปลาซิวปลาสร้อยตัวหนึ่ง อยากจะหนีพ้นการค้นหาของผู้ฝึกตนขั้นสูง เขาจึงรอดมาได้ก็เพราะอาศัยการ “ซ่อนตัว” เป็นหลัก


อาศัยการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน ความระมัดระวังในทุกฝีก้าว และอาศัยความประมาทเลินเล่อกับความจองหองของผู้ฝึกตนขั้นสูง


เขาจงใจทิ้งร่องรอยการหนีออกไปนอกเมืองไว้ ทว่าตัวจริงกลับย้อนรอยเข้ามาแอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองฮวาเว่ย แสร้งทำตัวเป็นคนอัปลักษณ์ คนพิการ หรือขอทาน พลางพยายามฝึกฝนอย่างสุดชีวิต


ตรอกซอกซอยและรูสุนัขลอดทั้งหมดในเมืองฮวาเว่ย เขาคุ้นเคยดียิ่งกว่าคนเคาะเกราะบอกโมงยามเสียอีก ในใจสลักแผนที่ไว้หนึ่งบาน คอยคำนวณอยู่ตลอดเวลาว่าหากศัตรูโผล่มาจากทางนี้ ตัวเขาควรจะเลี้ยวไปทางไหนถึงจะหนีรอดได้เร็วที่สุด


แม้ในอีกหลายปีต่อมา โลกบำเพ็ญเพียรจะเรียกขานเขาว่า “ซ่งเฉียนจีผู้ผ่านร้อยศึกมิเคยม้วย” แต่สิ่งแรกที่เขาเรียนรู้ในการเอาตัวรอด ไม่ใช่การชักกระบี่ต่อสู้ แต่เป็นการหลุบหางหนีเอาชีวิตรอดต่างหาก


กลับมาเยือนถิ่นเก่า ประจวบเหมาะกับคืนจันทร์เพ็ญ


ซ่งเฉียนจีถือกระบี่ยาว เดินเล่นตากแดดตากลมชมจันทร์อย่างผ่อนคลาย


ชาตินี้ เขาจะไม่ยอมหนีตายอีกแล้ว


ถนนสายเก่าเงียบสงัดและมืดมิด มีเพียงร้านค้าหลังหนึ่งที่ยังคงจุดไฟสว่างอยู่


ซ่งเฉียนจีหยุดเท้าลงหน้าประตูร้าน แววตาเผยความรู้สึกที่หลากหลายออกมาวูบหนึ่ง


ป้ายชื่อร้านสีหลุดร่อนไปเกือบหมด แต่พอจะมองออกรางๆ ว่า ตัวอักษรสองตัวหลังเขียนว่า: รับจำนำ


โรงรับจำนำขนาดใหญ่ในเมืองฮวาเว่ย มักจะเปิดอยู่ข้างๆ บ่อนพนัน


ทว่าร้านนี้กลับเล็กและเก่าแก่ แสงไฟริบหรี่ราวกับแสงหิ่งห้อย เถ้าแก่กำลังดีดลูกคิด พนักงานกำลังไล่ตีแมลงวัน แมวแก่นอนสัปหงก


ยามก้าวเข้าสู่ห้องโถง ผนังสีขาวฝั่งตรงข้ามมีโคลงคู่ที่เขียนขึ้นอย่างสะเปะสะปะสลักอยู่


ข้างซ้าย: คนเราเกิดมาใครบ้างไม่ตาย
ข้างขวา: เงินทองเป็นเพียงของนอกกาย
ส่วนคำโปรยตรงกลางคือ: รวยฟ้าผ่าในชั่วข้ามคืน


ซ่งเฉียนจียืนอยู่กลางโถง ทว่ากลับไม่มีใครมาต้อนรับเขาเลย มีเพียงคำว่า “ตาย” อันน่าสยดสยองบนผนังที่พุ่งเข้าตา


ในฐานะร้านที่เปิดเพื่อทำธุรกิจ โรงรับจำนำแห่งนี้ช่างดูอัปมงคลและน่าขนลุกเหลือเกิน


“มีงานมาส่งแล้ว!” ซ่งเฉียนจีส่งเสียงเรียกพนักงานร้านก่อน “เอาของมาจำนำ”


“จำนำอะไร?” เถ้าแก่ชราปรายตาขึ้นมอง หรี่ตาพิจารณาเขาเล็กน้อย


“จำนำกระบี่”


กระบี่เก่าถูกวางลงบนโต๊ะหินยาว เสียงดังตึง


ทำเอาแมวแก่ที่นอนสัปหงกอยู่ใต้หน้าต่างตกใจตื่น


“สิบหินปราณ ขาดตัว”


เถ้าแก่ส่งสายตาให้ทีหนึ่ง พนักงานก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบหินปราณออกมายัดใส่มือลูกค้าทันที สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าอยากได้ก็เอาไป ไม่อยากได้ก็ช่าง


“สิบหินปราณ พอดีค่าซื้อฉินเลย” ซ่งเฉียนจีกล่าว


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราขายฉินด้วย?” พนักงานเพิ่งจะยอมปรายตามองเขาอย่างจริงจังพลางถามอย่างแปลกใจ “ไม่ถูกสิ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฉินของพวกเราขายราคาจิ๊บๆ แค่สิบหินปราณพอดี? เจ้าไม่เคยถ่อมาถึงที่นี่แท้ๆ!”


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เคยมา?” ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ “บางทีอาจเป็นเพราะเจ้าลืมไปแล้วต่างหากเล่า”


พนักงานหนุ่มไม่ยอมแพ้ “เป็นไปไม่ได้! ข้าความจำดีจะตาย...”


“พูดมาก!” เถ้าแก่ชราตวาดแผ่วเบา ถลึงตาใส่พนักงานอย่างแรง “ไปหยิบฉินมา”


ฉินหลังหนึ่งกับกระบี่เก่าที่ซ่งเฉียนจีนำมาวางคู่กันบนโต๊ะยาว


ซ่งเฉียนจีหยิบขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักดู ดีดทดสอบสองสามเสียง


ตัวฉินแข็งแรงดี เสียงค่อนข้างแม่นยำ สายทั้งเจ็ดสายประกอบกันเป็นค่ายกลขยายเสียงขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกวิชาสายเสียงเป็นอย่างยิ่ง


ในเมืองฮวาเว่ยอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ฉินหลังนี้นับว่าเป็นฉินที่ดีที่สุดที่สามารถซื้อหาได้ในราคาเพียงสิบหินปราณแล้ว


“ไม่ถูกสิ” ซ่งเฉียนจีกลับขมวดคิ้ว


“มีอะไรไม่ถูกรึ?” พนักงานรู้สึกไม่พอใจ “ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าเหมาะกับฉินแบบไหน! ในร้านเราไม่มีตัวไหนจะเข้ากับเจ้าได้ดีกว่าตัวนี้อีกแล้ว!”


เถ้าแก่บ่นว่าพนักงานพูดมากอีกครั้ง คว้าลูกคิดฟาดหัวเขาไปหนึ่งที


“ข้าไม่ได้ใช้เอง” ซ่งเฉียนจีกล่าว “มันหนักเกินไป มีตัวที่เบากว่านี้ไหม?”


ตัวฉินหนัก หญิงสาวที่บอบบางอาจจะโอบอุ้มไม่ไหว สายยังตึงเกินไป หากกำลังนิ้วไม่พอจะดีดไม่เกิดเสียง


“เจ้าซื้อให้คนอื่นรึ?” สีหน้าของเถ้าแก่และพนักงานเปลี่ยนไปทันที


“ใช่” ซ่งเฉียนจีพยักหน้า


“ซื้อเป็นของขวัญ? อ่อ…. ซื้อให้ผู้ฝึกตนหญิงสิท่า?” เถ้าแก่ชราที่ปกติคร้านจะเอ่ยคำ พลันเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรทันที “ทำไมไม่รีบบอกแต่แรกเล่า! มาๆ รีบมานั่งคุยกันก่อน เสี่ยวจั๋ว มัวยืนอึ้งอยู่ทำไม รีบไปชงน้ำชามาให้แขกเร็วเข้า มีงานใหญ่เข้ามาแล้ว เจ้าเด็กดวงกุดนี่ ช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย!”


พนักงานที่ชื่อเสี่ยวจั๋วกลอกตาไปทีหนึ่ง ก่อนจะเดินไปชงชา


ซ่งเฉียนจี “ไม่ต้องลำบาก ข้าจะซื้อฉินธรรมดาแค่หลังเดียวเท่านั้น”


“ซื้อฉินให้ผู้ฝึกตนหญิง เราจะทำแบบลวกๆ ไม่ได้!” เถ้าแก่ยิ้มร่ากล่าว


ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่าเจ้าอย่ามาหลอกข้าเลยนะ


เพราะเรื่องของเมี่ยวเยียน ชาติก่อนเขาเคยซื้อฉินมาไม่รู้ตั้งกี่หลังแล้ว


ฉินที่มีชื่อเสียงก็เหมือนกับกระบี่ที่มีชื่อเสียง ได้พบพานแต่ยากจะครอบครอง


เขาเคยทุ่มเทแรงกายแรงใจตามหาตำราเพลงฉินโบราณสิบม้วน และฉินที่มีชื่อเสียงซึ่งสาบสูญไปจากโลกนานแล้วอย่าง “ไท่กู่หยีอิน” (เสียงสะท้อนจากอดีตกาล) มามอบให้เมี่ยวเยียนเพื่อเป็นของหมั้น


ในตอนนี้ กล่องไม้จันทน์หอมประณีตสิบกล่องถูกนำมาวางเรียงราย พนักงานเปิดกล่องออก แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่องไปทั่ว


บางหลังบนตัวสลักลวดลายมังกรหงส์ทองคำ บางหลังประดับด้วยเปลือกหอยมุก บางหลังสลักลายบุปผา บางหลังฝังด้วยไข่มุกราตรี...


โรงรับจำนำเก่าๆ ซอมซ่อ พลันสว่างไสวระยิบระยับขึ้นมาทันที


“เจ้าพึงใจหลังไหนหรือไม่?” เถ้าแก่ถาม “หากพวกนี้ยังไม่ถูกใจ ข้างหลังยังมีอีกนะ”


“ข้าต้องการเพียงฉินธรรมดาๆ ที่น้ำหนักเบาหน่อยก็พอแล้ว” ซ่งเฉียนจีกล่าว


“ไม่ได้! ฉินที่จะส่งมอบให้ผู้ฝึกตนหญิง หากเป็นของธรรมดาจะไปมีหน้ามีตาได้อย่างไร พวกเราไม่ทำของพรรค์นั้นหรอกนะ” เถ้าแก่โบกมือพัลวัน


ซ่งเฉียนจีกวาดตามองป้ายราคาบนกล่องฉิน พลันรู้สึกตาพร่ามัวไปวูบหนึ่ง


“พวกเจ้าราคาตั้งแพงมหาโหดขนาดนี้ มันจะขายออกรึ? ที่นี่ไม่ใช่สำนักเซียนอิ๋น ในเมืองจะมีผู้ฝึกตนหญิงดีดฉินสักกี่คนกันเชียว!”


เถ้าแก่ไม่มีความละอายใจแม้แต่น้อย กล่าวอย่างผ่าเผยว่า “ต่อให้ผู้ฝึกตนหญิงไม่มีปัญญาซื้อ ทว่าก็ย่อมมีคนอย่างเจ้ามาจ่ายเงินให้อยู่ดี ดังนั้นเงินของสตรี ย่อมหาได้ง่ายกว่าเงินของบุรุษเสมอแหละ”


ซ่งเฉียนจีมิอาจโต้แย้ง “...มีเหตุผล”


เถ้าแก่ทำสีหน้าภาคภูมิใจ “ใครที่ไม่เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ ย่อมไม่มีทางทำธุรกิจใหญ่โตได้! เจ้าทิ้งกระบี่เล่มนี้ไว้ ฉินราคาหินปราณสองร้อยยี่สิบ ข้าคิดเงินเจ้าแค่สองร้อย ถือว่าช่วยสงเคราะห์ เจ้าว่าอย่างไร?”


เห็นชัดว่าเขาเห็นซ่งเฉียนจีเป็นไอ้โง่ตัวใหญ่ ที่พร้อมจะถูกเชือดได้ทุกเมื่อ


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “ข้าไม่มีเงิน”


“ไม่มีเงิน?!” เถ้าแก่เปลี่ยนสีหน้าทันที “ไม่มีเงินแล้วเจ้าจะมาซื้อของขวัญทำไม? ไม่มีเงินแล้วเจ้าจะไปตามจีบผู้ฝึกตนหญิงทำไมกัน?”


ซ่งเฉียนจีคร้านจะอธิบาย หยิบกระบี่คืนมา เตรียมจะเดินจากไป


เถ้าแก่ตะโกนตามหลัง “แค่ฉินหลังเดียวก็ไม่มีปัญญาซื้อ ชาตินี้คงต้องไร้คู่บำเพ็ญไปชั่วชีวิตล่ะนะ!”


ซ่งเฉียนจีคิดในใจ เพ้ย! ชาติก่อนข้าอุตส่าห์ส่งมอบฉินที่ดีที่สุดในใต้หล้าให้ สุดท้ายก็ยังไม่มีคู่บำเพ็ญอยู่ดีนั่นแหละ


“ช่างเถอะ เขาเองก็ไม่ได้จำเป็นต้องซื้อหรอก” เสี่ยวจั๋วหัวเราะร่า คล้ายกับดีใจที่เถ้าแก่ทำธุรกิจคราวนี้ล้มเหลว น้ำเสียงเอ่ยปลอบอย่างขอไปทีว่า “ดูจากท่าทางของเขาแล้วก็รู้ ว่าสำหรับเขาแล้ว ในโลกนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่สำคัญเลย คู่บำเพ็ญตัวเล็กๆ จะไปสลักสำคัญอะไรกันเล่า”


เท้าซ้ายของซ่งเฉียนจีก้าวพ้นธรณีประตูไปแล้ว พลันนึกถึงต้นกล้าถั่วฝักยาวและต้นเทียนกิ่งหน้าประตูบ้านที่ร้องไห้จนหม่นหมองขึ้นมาได้


เกิดมาเป็นคน ย่อมต้องมีสิ่งของที่ตนเองรักใคร่เอ็นดูอยู่บ้างสิ? เจ้าที่เป็นแค่พนักงานร้านเถื่อนทมิฬ มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินข้าว่าไม่มี?


เขาหันกลับมา เดินตรงไปหาเถ้าแก่ชรา “ข้าไม่มีเงิน ทว่าข้าต้องการซื้อฉิน”


มาถึงที่แล้ว ย่อมต้องพยายามเพื่อสวนผักหน้าบ้านอีกสักรอบ


เถ้าแก่โกรธจนหัวเราะออกมา “เจ้าคิดจะมาปล้นรึไง ไม่ดูเลยว่าที่นี่คือที่ไหน เดิมทีคิดว่าเจ้าจะเป็นคนที่รู้เรื่องรู้ราวเสียอีก...”


“ข้าต้องการลงไปชั้นล่าง” ซ่งเฉียนจีกล่าว


รอยยิ้มเยาะหยันของเถ้าแก่หยุดกึกทันที แมวอ้วนอุทานเบาๆ แล้ววิ่งหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย


เสี่ยวจั๋วกระโดดตัวลอย ประดุจนกที่ตื่นตูม รีบปิดประตูร้านทันทีเสียงดังปัง


“ข้าต้องการลงไปชั้นล่าง” ซ่งเฉียนจีทวนคำซ้ำ


“เจ้ามาจากที่ใด?” เถ้าแก่ถาม


ซ่งเฉียนจีสีหน้าไม่เปลี่ยน “ไม่ถามที่มา!”


“เจ้าจะไปที่ใด?”


“ไม่ถามที่ไป!”


“ของไม่สะอาด อาจนำพาความยุ่งยากมาให้”


“ไม่ถามความเป็นตาย!” ซ่งเฉียนจีตอบคำสุดท้าย


“ตกลง เชิญ!”


เถ้าแก่ชราแววตาเป็นประกายวาววับ กลิ่นอายของผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำแผ่ซ่านออกมาจางๆ


พนักงานแผ่นหลังเหยียดตรง ที่แท้เขาก็เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานคนหนึ่งเช่นกัน


ผนังสีขาวที่สลักโคลงคู่สยดสยองพลันแยกออกอย่างไร้เสียง เผยให้เห็นทางเข้าอันมืดมิดและลึกเข้าไป


ลมวสันต์พัดพาธงร้านสุราบนถนน ทว่ากลับพัดไม่ถึงหน้าต่างที่เปิดกว้างของโรงรับจำนำแห่งนี้


ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พื้นที่แห่งนี้คล้ายตกอยู่ในค่ายกลกักขัง กระแสปราณถูกปิดกั้น ประดุจน้ำนิ่งที่ไร้ความเคลื่อนไหว


ที่แท้ที่นี่ก็เป็นร้านเถื่อนทมิฬใต้ดิน!


ค่ายกลนี้เพียงพอจะทำให้คนส่วนใหญ่หวาดกลัวจนหัวหด


ทว่าสำหรับผู้ฝึกตนสันโดษอย่างซ่งเฉียนจี การมาเดินร้านเถื่อนทมิฬก็เหมือนกับการกลับบ้านของตนเอง


เขาเดินลึกเข้าไปในความมืด คุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี


ร้านเถื่อนทมิฬประเภทนี้ ในโลกบำเพ็ญเพียรมีอยู่ทั้งหมดหกร้าน โรงรับจำนำเมืองฮวาเว่ยนับเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ร้านอื่นปลอมแปลงเป็นร้านขายข้าวสาร ร้านประทินผิว ร้านขายเนื้อ เป็นต้น


ภายในร้านขอเพียง “ลงไปชั้นล่าง” ได้แล้ว ผู้ซื้อย่อมไม่ถามฐานะของผู้ขาย ผู้ขายย่อมไม่ถามว่าของที่ขายไปจะตกอยู่ในมือใคร และจะนำไปใช้ทำอะไร


มันเหมาะที่สุดสำหรับการปล่อยของแบ่งปันผลประโยชน์ รามถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างลับๆ ที่นี่ได้มอบความสะดวกสบายให้แก่ซ่งเฉียนจีในชาติก่อนเป็นอย่างมาก ทว่าจนกระทั่งเขาต้องหนีตายไปที่ทุ่งหิมะ เขาก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังร้านเถื่อนทมิฬเหล่านี้ คาดเดาได้เพียงรางๆ ว่าน่าจะเป็นมหาอำนาจผู้หนึ่งที่ดับสูญไปนานแล้ว


แม้ตัวคนจะจากไป ทว่าผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังคงซื่อสัตย์คอยดูแลกิจการที่หลงเหลืออยู่ต่อ เพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับ


...


ดวงจันทร์เพ็ญเกาะเกี่ยวกิ่งท้อ ทอดเงาไม้คดเคี้ยวลงบนกำแพงลานบ้าน ดูสลับซับซ้อน


เหอชิงชิงกอดเข่านั่งอยู่หน้าประตูรั้ว ราตรีล่วงเลย ลมราตรียิ่งมายิ่งหนาวเหน็บ นางอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านแผ่วเบา


นางเช็ดหน้า พบว่าคราบน้ำตาแห้งสนิทแล้ว ปลายนิ้วเย็นเฉียบยิ่งกว่าพวงแก้มเสียอีก


ความจริงนางไม่ได้ร้องไห้มานานมากแล้วจริงๆ


หญิงสาวร้องไห้ ย่อมคือนางเซียนหลั่งน้ำตา ดอกสาลี่ต้องสายฝน คนเห็นเป็นต้องโศกเศร้าเวทนาจับใจ


ทว่านางร้องไห้กลับดูน่ากลัวประดุจปีศาจกรีดเลือดเนื้อ คนขลาดเห็นเข้ายามค่ำคืนย่อมต้องเก็บไปฝันร้ายเป็นแน่


เสียงแมลงในพงหญ้าดังกึกก้อง ยิ่งทำให้ราตรีนี้ดูอ้างว้างว้าเหว่ยิ่งขึ้น


เหอชิงชิงทั้งหนาวทั้งหิว อดคิดไม่ได้ว่า คนผู้นั้นจะยังกลับมาอีกหรือไม่นะ?


เขาจะแค่หลอกนางเล่นหรือไม่? หากเขาหลอกนางจริงๆ... งั้นก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียก็นับว่าชินชาแล้ว


นางมองออกว่า คนผู้นั้นมีบารมีสูงยิ่งในฝ่ายนิกายฮวาเว่ย และได้รับความเคารพรักอย่างมาก น่าจะเหมือนกับศิษย์พี่จื่อเยี่ยในสำนักศึกษาชิงหยากระมัง


นางอยู่ในโคลนตม ส่วนพวกเขาอยู่บนสรวงสวรรค์ จิตใจของมนุษย์เดิมทีก็ยากจะเชื่อมถึงกันอยู่แล้ว ยิ่งฐานะต่างกันราวฟ้ากับดินย่อมไม่ต้องพูดถึง


ปลายเส้นทางเล็กๆ พุ่มไม้ดอกสั่นไหว พลันมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมา เงาร่างสายหนึ่งเดินมาแต่ไกล


“ซ่ง...” เหอชิงชิงลุกพรวดขึ้นทันที ทว่าพอเพ่งมองผู้มาเยือนชัดๆ แสงสว่างในดวงตาก็ดับวูบลงอีกครั้ง


คนที่มาคือสตรีชุดแดงผู้หนึ่ง


กระโปรงพริ้วไหว งดงามเจิดจรัส ประดุจคบเพลิงเคลื่อนที่ แทบจะจุดไฟส่องสว่างให้แก่ม่านราตรี


เหอชิงชิงรู้สึกอิจฉาและหวาดกลัวนาง ไม่กล้าจ้องมอง ได้แต่ก้มหน้าลง รอให้อีกฝ่ายเดินผ่านไป


ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ได้เดินผ่านไปเฉยๆ กลับเดินตรงมาหานาง หยุดฝีเท้าลงตรงหน้านางห่างไปเพียงสามก้าว ท่วงท่าเปี่ยมด้วยบารมีกดดัน


“เจ้าเป็นใคร?” แม่นางชุดแดงเอ่ยถาม


น้ำเสียงประดุจเจ้าบ้านเอ่ยถามแขกไม่ได้รับเชิญที่บุกรุกเข้ามาในบ้านของตน


“ศิษย์สำนักศึกษาชิงหยา เหอชิงชิงเจ้าค่ะ” เด็กสาวชุดขาวก้มคารวะนอบน้อม กล่าวเสียงเบา “คารวะศิษย์พี่หญิง”


คำถามถัดไปควรจะเป็น เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ทว่าเฉินหงจู้กลับถามไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ


นางรู้สึกคุ้นหูกับชื่อเหอชิงชิงนี้อย่างประหลาด


บ้านศิษย์ฝ่ายนอกยี่สิบบ้านรอบๆ เรือนซ่ง นางเพิ่งจะเดินผ่านมาก่อนหน้านี้


ตลอดทั้งวัน ไม่มีใครยอมบอกความเคลื่อนไหวของซ่งเฉียนจีให้นางรู้เลยสักคนเดียว


เพราะความเคลื่อนไหวของยันต์ติดตามตัวทำให้นางได้รู้ว่าซ่งเฉียนจีลงเขาไปตอนกลางคืน พอนางไปคาดคั้นถามจากตึกผู้ดูแล ถึงได้รู้ว่าเมื่อตอนกลางวันเกิดเรื่องอะไรขึ้น: หกปราชญ์ชิงหยาบุกมาหาเรื่อง ทั้งยังพาศิษย์หญิงที่มีหน้าตาประหลาดมาหมายจะยั่วยุซ่งเฉียนจี ทว่ากลับถูกเขาทำให้ตกใจหนีเตลิดไปเสียเอง


ส่วนพวกสายสืบยี่สิบคนที่นางวางตัวไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขากลับเอานกกระดาษกับหินปราณที่นางเคยมอบให้ไปวางทิ้งไว้หน้าประตูบ้านตนเอง โดยไม่ยอมส่งข่าวมาบอกนางแม้แต่คำเดียว


ท่าทีแสดงออกชัดเจนมาก พวกเขาไม่ต้องการส่งข่าวบอกนางอีกต่อไป ต่อให้จะมีผลประโยชน์ล่อใจ หรือต่อให้การปกปิดข่าวอาจจะทำให้พวกเขาโดนเฆี่ยนตีก็ตาม


นี่เป็นครั้งแรกที่คุณหนูเฉินหงจู้วางอำนาจสั่งคนในนิกายฮวาเว่ยไม่ได้ผล นางนึกว่าตนเองจะโกรธจัด ทว่าในใจกลับมีความสงสัยมากกว่าโทสะ


นางสามารถถีบประตูบ้านทั้งยี่สิบหลังนั้นพัง แล้วลากพวกศิษย์ฝ่ายนอกที่ไม่รู้จักดีชั่วเหล่านั้นออกมาเฆี่ยนสั่งสอนสักรอบได้สบายๆ แต่นางไม่ได้ทำเช่นนั้น


นางรู้สึกสับสนจับใจ ทำไมทุกครั้งที่มาถึงเรื่องของซ่งเฉียนจี ทุกอย่างถึงได้ดูผิดเพี้ยนไปหมดกันนะ?


ยามที่ความหวาดกลัวและแส้ไม่สามารถสะกดจิตใจคนได้ ยามที่ผลประโยชน์และหินปราณสูญเสียความหมายไป เรื่องนี้เพียงพอจะทำให้นางรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที


แม้ฝ่ายนอกจะดูต้อยต่ำ ทว่ากลับมีจำนวนคนมหาศาล และเป็นดั่งฐานรากที่ค้ำจุนสำนักที่ยิ่งใหญ่อย่างนิกายฮวาเว่ยแห่งนี้ไว้


ศิษย์ฝ่ายนอกควรจะเป็นคนที่เชื่อฟังและปกครองง่ายที่สุด ขอเพียงมอบความหวังให้พวกเขาสักนิด พวกเขาก็ย่อมยอมดิ้นรนสู้รบ เพื่อทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายให้แก่สำนักแล้ว


แต่หากคนอย่างซ่งเฉียนจีไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่กลับมีเป็นหมื่นคนล่ะก็...


เช่นนั้นการปกครองที่นิกายฮวาเว่ยมีต่อศิษย์ฝ่ายนอก แคว้นบริวาร หรือแม้แต่ต่อผู้ฝึกตนระดับล่างทั้งหมดในทวีปเทียนซี มันจะยังคงมั่นคงอยู่ได้อีกรึ?


อย่างไรเสีย นางก็เป็นบุตรสาวของผู้นำนิกายซวีอวิ๋นเจิ้นเหริน เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ พลันทำให้นางตระหนักได้ว่า การปกครองที่พึ่งพาเพียงความหวังดีและหวาดกลัว ย่อมต้องพ่ายแพ้ต่อคุณธรรมและศักดิ์ศรีในที่สุด


ในฝ่ายนอก ไม่มีใครเคารพนางอย่างแท้จริง ทว่าผู้คนกลับเคารพศิษย์พี่ซ่งของพวกเขา


โชคดีที่ซ่งเฉียนจีมีเพียงคนเดียว ไม่ใช่ปราชญ์เมธีในสำนักศึกษา ตอนนี้ทำได้มากที่สุดก็แค่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มศิษย์ฝ่ายนอกกลุ่มหนึ่งแค่นั้นเอง


เมื่อนึกถึงสำนักศึกษา เฉินหงจู้ก็นึกถึงเรื่องเมื่อกลางวัน ที่นางกับศิษย์พี่ไปรับท่านเจ้าสำนักศึกษาและผู้ดูแลสำนักขึ้นมา


ต่อให้เป็นผู้ดูแลสำนักอย่างปราชญ์จื่อเยี่ย ยอดอัจฉริยะผู้นั้น ก็ยังต้องทำสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชาอยู่ตลอดเวลา เคร่งครัดในระเบียบวินัยและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ถึงจะสามารถรักษาบารมีต่อหน้าเหล่าศิษย์ และได้รับความเคารพรักอย่างแท้จริงจากใจจริงของทุกคนในสำนักได้


ทำไมซ่งเฉียนจีแค่วันๆ ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ กินบะหมี่ กลับทำเรื่องแบบเดียวกันสำเร็จได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เล่า?


หากปราชญ์จื่อเยี่ยรู้เรื่องเข้า จะไม่โกรธจนอกแตกตายหรอกหรือ?


เฉินหงจู้คิดไปเรื่อยเปื่อย พลันสมองมีความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาราวกับสายฟ้าแลบ


นางจ้องมองเหอชิงชิง แววตาคล้ายจะทะลุม่านผ้าโปร่งเข้าไปให้ได้


“เจ้าคือเด็กสาวที่ปราชญ์จื่อเยี่ยเคยบุกเดี่ยวเข้าซ่องโจรหมื่นมารที่ทะเลตะวันตก แล้วช่วยเหลือกลับมาคนนั้นใช่หรือไม่?”


เหอชิงชิงสะท้านไปทั้งร่าง


ก่อนที่ปราชญ์จื่อเยี่ยจะขึ้นเป็นผู้ดูแลสำนัก ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียรแล้ว


ศิษย์ในสำนักศึกษาทุกคนต่างท่องจำเหตุการณ์ที่เขาอายุสิบหกบุกเดี่ยวเข้าซ่องโจรหมื่นมาร สังหารมารกู่ ช่วยเหลือราษฎรผู้บริสุทธิ์ที่ถูกนำมาเลี้ยงกู่ได้อย่างขึ้นใจ


เรื่องเล่านั้นช่างตื่นเต้นและเร้าใจยิ่ง ศิษย์พี่ผู้ดูแลสำนักอาศัยตบะเพียงขอบเขตสร้างรากฐานช่วงต้น ข้ามขั้นสังหารผู้ฝึกตนสายมารขอบเขตทารกวิญญาณได้สำเร็จ จึงสร้างชื่อเสียงจนโด่งดังจากศึกครั้งนั้น


ความจริงศึกครั้งนั้นสู้รบกันจนฟ้าดินสลาย พลังทำลายล้างแผ่ซ่านไปกว้างขวาง ราษฎรปุถุชนที่ได้รับการช่วยเหลือ สุดท้ายมีชีวิตรอดกลับมาได้เพียงคนเดียว


เป็นเด็กหญิงวัยสิบสองขวบปีคนหนึ่ง


ปราชญ์จื่อเยี่ยส่งนางเข้าสำนักศึกษาชิงหยา ก็เพียงแค่ออกปากฝากฝังคำเดียวแค่นั้นเอง


จากนั้นเขาก็ออกพเนจรไปทั่วสี่ทวีปต่อ เพื่อเขียนตำนานเรื่องเล่าของเขาต่อไป


พอกลับมา เขาก็ลืมเลือนเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้ว


เหอชิงชิงในฐานะพยานบุคคลของเรื่องเล่าครั้งนั้น รอยแผลเป็นบนใบหน้าคือหลักฐานความชั่วร้ายของผู้ฝึกตนสายมาร นางโชคดีได้เข้าสำนักศึกษาชิงหยา และก้าวเข้าสู่ประตูโลกบำเพ็ญเพียรมาได้อย่างงงๆ


ปีแล้วปีเล่า ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงตำนานของผู้ดูแลสำนัก พูดถึงความเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ของสำนักศึกษาที่รับอุปการะผู้เคราะห์ร้าย ก็มักจะลากนางออกไปแสดงตัวต่อหน้าผู้คนเสมอ


ทุกคนต่างบอกให้นางรู้จักสำนึกในบุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้


เหอชิงชิงเพราะมิอาจซาบซึ้งใจได้จริง จึงมักรู้สึกผิดและทรมานใจอยู่บ่อยครั้ง


นางทำได้เพียงอดทนเท่านั้น


ทว่าบางครั้งยิ่งยอมถอย ยอมทน ยอมขลาดกลัว คนที่มารังแกเจ้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ


“ใช่เจ้าค่ะ” นางได้ยินเสียงตนเองตอบรับอย่างยากเย็น


นางกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นเหมือนพวกศิษย์หญิงในสำนักศึกษา ที่จะถามเรื่องของปราชญ์จื่อเยี่ยกับนางด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตื่นเต้น


ความจริงนางไม่รู้อะไรเลย และตอบไม่ได้ด้วย ยิ่งกว่านั้นจากประสบการณ์ของนาง ไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็ล้วนแต่ผิดทั้งสิ้น


ทว่าแม่นางชุดแดงกลับเอ่ยว่า “ข้าชื่อเฉินหงจู้ เจ้าจำข้าได้ไหม?”


เหอชิงชิงอึ้งไป


บุตรสาวคนเดียวของผู้นำนิกายฮวาเว่ย ผู้คนต่างเรียกขานนางว่าคุณหนูใหญ่ฮวาเว่ย หรือองค์หญิงใหญ่


ตัวนางในยามดึกสงัดเช่นนี้ กลับได้มาพบเจอกับนาง และยังพูดคุยกันต่อหน้าตั้งนานสองนาน


“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ล่ะ?” เฉินหงจู้ถาม


คำถามย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของการพบกันอีกครั้ง


“ศิษย์พี่ซ่งบอกว่า ให้ข้ารอเขาอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ” เหอชิงชิงตอบ


ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของเฉินหงจู้พลันเกิดโทสะขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ


“ทำไมเขาถึงให้เจ้ารอ?”


“ข้าก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้านั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ เขาเปิดประตูออกมาเจอข้า เลยบอกให้ข้าห้ามขยับเขยื้อนส่งเดช รอเขากลับมาเจ้าค่ะ” เหอชิงชิงน้ำเสียงแผ่วลงเรื่อยๆ “ศิษย์พี่ซ่งเป็นคนดีมากเลยเจ้าค่ะ”


เฉินหงจู้คิดในใจ ศิษย์สำนักข้าเป็นคนอย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างเจ้ามาบอกข้าหรอกนะ


“เหอะ! เจ้านึกว่าเขาเป็นคนนิสัยดีรึไง? เขาเบื้องหน้าดูเหมือนคุยง่าย ทว่าความจริงแล้วหัวแข็งที่สุด กระดูกเหล็กที่สุด ใครก็มาบังคับเขาไม่ได้!”


เฉินหงจู้นึกถึงตอนที่ตนเองไปหาซ่งเฉียนจี แล้วโดนปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยถึงสามครั้งสามครา จึงขมวดคิ้วแค่นเสียงเย็นชา


“ก็แค่เจ้าร้องไห้จนทำให้เขารำคาญ เขาเลยหนีออกไปฝึกกระบี่ข้างนอกแค่นั้นแหละ!”


“ขะ... ข้าเชื่อใจเขาเจ้าค่ะ เขาบอกให้ข้ารอ ข้าก็จะรอ” คำพูดเพิ่งหลุดจากปาก เหอชิงชิงก็ตกใจตัวเองเหมือนกัน


นี่เป็นครั้งแรกที่นางกล้าโต้แย้งคำพูดคนอื่น ซ้ำยังโต้แย้งคนที่มีฐานะสูงส่งอย่างเฉินหงจู้ด้วย


แต่ไม่ใช่เพื่อตนเอง นางเพียงแค่อยากพิสูจน์ว่าซ่งเฉียนจีเป็นคนรักษาคำพูดจริงๆ เท่านั้น


“ข้าขอพนันเลยว่าคืนนี้เขาไม่กลับมา” เฉินหงจู้จัดแจงกระโปรง แล้วนั่งลงบนพื้นดิน “ข้าก็จะรอเหมือนกัน”


เด็กสาวสองคนนั่งเคียงข้างกันอยู่บนบันไดหินหน้าประตูรั้ว


คนหนึ่งสวมชุดแดงเพลิง อีกคนสวมชุดขาวราวกับหิมะ


จ้องมองดวงจันทร์ดวงเดียวกัน ทว่าในใจกลับคิดเรื่องราวที่แตกต่างกันไป


เฉินหงจู้คิดในใจ นิกายฮวาเว่ยหากอยากจะรุ่งเรืองไปอีกร้อยปีพันปี ต้องทำให้คนอย่างซ่งเฉียนจีมีไม่มากเกินไป


เหอชิงชิงคิดในใจ ต่อให้ศิษย์พี่ซ่งจะไม่กลับมาจริงๆ ข้าก็ไม่โกรธเขา คนอย่างเขา ได้พบเจอสักครั้งในชีวิตก็นับว่าเพียงพอแล้ว


ณ เพลานี้ ดวงจันทร์เหนือยอดเขา มิอาจล่วงรู้เรื่องราวในใจของมนุษย์ได้เลยสักนิดเดียว


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป