อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 18 ไม่รู้จักถั่วฝักยาว
นิกายฮวาเว่ยมีขุนเขานับร้อยตั้งตระหง่าน ภายนอกดูอันตรายทว่าภายในกลับงดงาม มีทั้งน้ำตกพุ่งทะยาน ลำธารใสสะอาด และทะเลสาบที่เงียบสงบ
ในบรรดาแหล่งน้ำที่งดงามที่สุด ย่อมต้องยกให้ทะเลสาบเหยาเยว่ (แสงหยก) มันดูเหมือนกระจกหลิวหลีบานใหญ่ที่ฝังอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเขียวชอุ่ม ผิวน้ำสีมรกตกว้างใหญ่ไพศาล
ริมทะเลสาบในวันวสันต์ ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์หกคนเดินชมมวลบุปผาพลางสนทนาหัวเราะร่า
พวกเขาสวมชุดฤดูใบไม้ผลิที่บางเบา สีสันสดใสงดงาม เครื่องประดับหรูหราสูงค่า หรือถึงขั้นดูโอ้อวดจนเกินงาม
เงาสะท้อนของขุนเขาปรากฏบนผิวน้ำ เช่นเดียวกับรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขา
มวลบุปผาในฤดูใบไม้ผลิแข่งกันเบ่งบาน ทว่ารอยยิ้มของพวกเขากลับแฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายจางๆ
เมื่อคนเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ความปรารถนาทุกอย่างได้รับการตอบสนอง และไม่มีอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ความรู้สึกเบื่อหน่ายเช่นนี้จึงมักจะแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว
แขกผู้มาเยือนอาจจะเบื่อหน่ายได้ ทว่าเจ้าบ้านที่ต้อนรับกลับต้องกระปรี้กระเปร่าเต็มที่
ผู้ดูแลนิกายฮวาเว่ยสองคนเดินตามหลังพวกเขาไปติดๆ คอยพรรณนาถึงความงามของทัศนียภาพโดยอ้างอิงจากตำราโบราณ พร้อมกับแทรกประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของนิกายเป็นระยะ
ทั้งสองคนงัดเอาความสามารถทั้งหมดออกมาใช้ ทั้งเล่าเรื่องตลก ทั้งพูดจาฉะฉานประดุจน้ำไหลไฟดับ
ทว่ากลุ่มคุณชายผู้มั่งคั่งเหล่านี้กลับไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมนัก
เดิมทีพวกเขาคิดว่า ด้วยฐานะของพวกตน อย่างน้อยก็น่าจะเป็นศิษย์เอกหยวนชิ่งสือมาต้อนรับด้วยตนเอง ทว่าหยวนชิ่งสือกลับยุ่งจนไม่เห็นเงา แม้แต่เฉินหงจู้ก็ไปต้อนรับแขกกลุ่มอื่น นิกายฮวาเว่ยกลับส่งเพียงผู้ดูแลหนุ่มสองคนมาต้อนรับเสียอย่างนั้น
แต่ตลอดทางพวกเขาถูกประจบเอาใจและต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ความไม่พอใจในใจจึงจางหายไปเกือบหมดสิ้น จึงยอมเอ่ยปากตอบรับตามมารยาทไปสองสามคำ
“นิกายฮวาเว่ยสมกับเป็นสำนักใหญ่ที่ครองความเป็นหนึ่งในทวีปเทียนซีจริงๆ มีทั้งยอดคนและทัศนียภาพที่งดงามเหนือล้ำ”
“สามสิ่งมหัศจรรย์แห่งฮวาเว่ย สมคำร่ำลือ สมคำร่ำลือ!”
ผู้ดูแลคนหนึ่งยิ้มกล่าว “สิ่งมหัศจรรย์ ‘ปลาหลีในทะเลเมฆ’ และ ‘แท่นดาวบนยอดเขา’ มีให้ชมทุกฤดูกาล ซึ่งทุกท่านก็ได้เห็นไปแล้ว ทว่าสิ่งมหัศจรรย์สุดท้าย ‘บัวงามเหยาเยว่’ นั้น ต้องรอจนถึงช่วงกลางฤดูร้อนถึงจะสำแดงความงามออกมาได้ขอรับ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกใครบางคนขัดจังหวะ
“ตอนข้ายังเยาว์เคยติดตามบิดามาเยี่ยมเยียนท่านผู้นำนิกาย เคยเห็นบัวงามในทะเลสาบเหยาเยว่เบ่งบานยาวไกลนับสิบลี้ ใบบัวเขียวขจีจรดขอบฟ้า ช่างงดงามไร้ที่เปรียบจริงๆ ทว่าทะเลสาบเหยาเยว่กลายเป็นทัศนียภาพเก่าไปเสียแล้ว ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้ที่เขาฮวาเว่ยมี ‘ทัศนียภาพใหม่’ เกิดขึ้นรึ?”
คนพูดอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี สวมชุดผ้าไหมสีเขียวซีด สวมมงกุฎมุกสีเขียวมรกต คำพูดดูสุภาพมีมารยาท ทว่าสีหน้ากลับดูจองหอง
ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์คนอื่นๆ พอได้ยินคำว่า “ทัศนียภาพใหม่” ต่างก็หูผึ่งเป็นประกาย
พวกเขาใส่เสื้อผ้าต้องใส่ของใหม่ ใช้สมบัติวิเศษต้องใช้ของใหม่ เล่นสนุกต้องมีท่าใหม่ๆ ดังนั้นการชมวิวก็ย่อมไม่อยากชมวิวเก่าๆ เหมือนคนอื่น มิเช่นนั้นจะแสดงความโดดเด่นเหนือผู้อื่นได้อย่างไร ถูกต้องไหม?
ผู้ดูแลทั้งสองคนสบตากัน คนหนึ่งจึงอธิบายว่า “ความจริงแล้วไม่ใช่ทัศนียภาพหรอกขอรับ ทว่าคือลานบ้านเล็กๆ ในโซนที่พักศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเรา ผู้คนต่างพากันเรียกว่า ‘เรือนซ่งฝ่ายนอก’ ในลานบ้านมีคนดังพำนักอยู่คนหนึ่ง นามว่าซ่งเฉียนจีขอรับ”
“คนดังข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว! ทว่าคนดังแบบไหนกัน ถึงได้ถูกยกย่องให้เป็นทัศนียภาพใหม่ได้?” ผู้ฝึกตนหนุ่มในชุดสีเขียวควันบุหรี่ถามขึ้น
ผู้ดูแลตอบว่า “ที่พักของเขามีผู้คนแวะเวียนไปหาไม่ขาดสาย จนประตูแทบจะพัง ทุกวันล้วนมีคนไปเยี่ยมเยียนขอรับ”
“ใต้หล้าล้วนวุ่นวายเพื่อผลประโยชน์ เขาต้องเป็นคนรวยมากแน่ๆ!”
ผู้ดูแลส่ายหน้า “ไม่เลยขอรับ เขาไม่มีเงินเลยสักนิด แถมเขายังไม่รับภารกิจทำงาน ไม่ทำมาหากินอะไรเลย อาศัยเพียงศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่นๆ คอยเลี้ยงดูปูเสื่อขอรับ”
“ผู้ฝึกตนระดับล่างล้วนหวาดกลัวผู้มีอำนาจ เขาต้องเป็นคนดุร้ายอำมหิตมากแน่ๆ!”
ผู้ดูแลปฏิเสธ “ไม่เลยขอรับ ศิษย์เหล่านั้นล้วนทำด้วยความเต็มใจยิ่งขอรับ”
เหล่าคุณชายต่างพากันประหลาดใจ
“ช่างเป็นคนประหลาดโดยแท้ หากมีเวลาพวกเราคงต้องแวะไปดูเสียหน่อยแล้ว”
ผู้ดูแลกล่าวต่อ “ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับ เขายังเคยพบกับนางเซียนเมี่ยวเยียนบนสะพานซื่อสุ่ยที่ยอดเขาหลักเพียงครั้งเดียว หลังจากเขากลับมา เขาก็พูดประโยคที่โด่งดังประโยคนั้นออกมาขอรับ”
เสียงอุทานและเสียงหัวเราะหยอกล้อหยุดกึกทันที
ช่วงนี้ประโยคที่เกี่ยวกับเมี่ยวเยียนและโด่งดังไปทั่วนั้น มีเพียงประโยคเดียวเท่านั้น
“เหอะ! ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็คือมันนี่เอง!” ผู้ฝึกตนหนุ่มในชุดสีเขียวต้นหอมถามเสียงเย็นชา “ศิษย์ฝ่ายนอกที่โอหังบังอาจ ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเช่นนี้ สำนักของเจ้าไม่จัดการบ้างรึ?”
ผู้ดูแลยิ้มเจื่อนๆ “แม้เขาจะมีกิริยาไร้มารยาท ทว่ากลับไม่ได้ทำผิดกฎนิกาย ตำหนักคุมกฎยึดถือระเบียบวินัยเป็นหลัก งั้นจะไปเอาผิดเขาได้อย่างไรเล่าขอรับ?”
ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นเยียบลง ผู้ฝึกตนหนุ่มในชุดสีเขียวซีดที่เปิดประเด็นคนแรกก็หัวเราะออกมา
“นั่นสินะ ไม่มีกฎนิกายข้อไหนเขียนไว้ว่า ‘ห้ามพูดจาไม่ดีใส่นางเซียนเมี่ยวเยียน’ พวกเรามาเป็นแขกที่นิกายฮวาเว่ย งั้นก็ต้องมีเหตุผลเหมือนกัน” เขาหันไปทางผู้ดูแลทั้งสอง แล้วเอ่ยไล่แขกอย่างสุภาพทว่าตรงไปตรงมา “พวกข้าศิษย์พี่ศิษย์น้องมีเรื่องส่วนตัวจะคุยกัน ลำบากพวกเจ้ามาทั้งวันแล้ว ไม่ต้องไปส่งพวกเราต่อนะ”
ผู้ดูแลทำความเคารพขอตัวลา ก่อนจะจากไปได้แสร้งทำเป็นกำชับด้วยความกังวลว่า “ทุกท่านฐานะสูงส่ง เหตุใดต้องเอาหยกงามไปกระแทกกับหินโสโครกเพื่อถือสาหาความกับคนพรรค์นั้นด้วยเล่าขอรับ หากต้องทำผิดกฎจนเสียฤกษ์ในงานชุมนุม ย่อมไม่คุ้มค่าเลยนะขอรับ”
เหล่าคุณชายไม่ได้สนใจคำเตือน ต่างพากันปรึกษาหารือกันเอง
“เจ้าสารเลวนั่นช่างขวัญกล้านัก ครั้งนี้ต้องสั่งสอนมันให้หลาบจำ ให้มันรู้ว่าคำไหนพูดได้ คำไหนพูดไม่ได้”
“ช้าก่อน ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด หากเขาแยกแยะความงามไม่ออกจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่แม่นางเซียนล่ะ? หากพวกเราไปหาเรื่องเขาสุ่มสี่สุ่มห้า ย่อมจะไม่มีเหตุผลอันควร”
“ในโลกนี้มีคนตาบอด แต่ไม่มีคนตาดีที่มองไม่เห็นความงาม! ข้าว่ามันจงใจทำตัวเด่นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากแม่นางเซียนมากกว่า”
“นิกายฮวาเว่ยเป็นเจ้าภาพ พวกเราเป็นแขก อยากจะทำอะไรในถิ่นคนอื่น ต้องมีเหตุผลรองรับถึงจะถูกต้อง”
ผู้ฝึกตนหนุ่มชุดเขียวซีดพลันเอ่ยขึ้น
“ความจริงแล้ว การจะทดสอบว่าคนคนหนึ่งแยกแยะความงามออกหรือไม่ ข้ามีวิธีที่ง่ายที่สุด”
“วิธีอะไรรึ?”
“ไปเชิญศิษย์น้องเหอมา”
พอคำว่า “ศิษย์น้องเหอ” หลุดออก ทุกคนต่างก็ร้องอ้อขึ้นมาทันที พร้อมกับส่งยิ้มที่รู้กันออกมา
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเจตนาร้ายและประหลาดพิกล
ผู้ฝึกตนหนุ่มชุดเขียวซีดกล่าวว่า “รอให้เขาได้เห็นศิษย์น้องเหอ เมื่อเขาเป็นฝ่ายเสียกิริยาก่อน พวกเราจะทำอะไรกับเขา ก็ย่อมทำได้ตามใจชอบแล้ว!”
เมื่อวางแผนเสร็จสรรพ จึงแบ่งกำลังเป็นสองทาง สามคนไปเชิญศิษย์น้องเหอ อีกสามคนไปที่เรือนซ่งเพื่อดูลาดเลา
...
เวลาใกล้พลบค่ำ
เส้นทางที่จะมุ่งสู่เรือนซ่งมีอยู่หลายสาย ทว่ามีสายหนึ่งที่โดดเด่นที่สุด
มันถูกเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกช่วยกันปูแผ่นหินสีครามใหม่ และยังปลูกดอกไม้นานาชนิดไว้สองข้างทาง
ในวันวสันต์ ดอกไม้เหล่านี้ดึงดูดผีเสื้อและผึ้งให้บินว่อนไปมา
ทั้งสามคนเดินอยู่บนเส้นทางนี้ พลันรู้สึกเคลิบเคลิ้ม ราวกับว่าตนเองได้เดินออกจากนิกายฮวาเว่ย เข้าสู่ชนบทในโลกปุถุชน เพื่อไปเยี่ยมเยียนยอดคนสันโดษท่านหนึ่ง
เส้นทางคดเคี้ยวลึกเข้าไป มีประตูไม้ทาสีแดงชาดบานหนึ่ง ปิดสนิทอยู่ท่ามกลางแมกไม้หนาทึบ
แสงอัสดงยามเย็นสาดส่อง
แสงสีทองทาบทับรั้วไม้ไผ่สองแถว และดอกเทียนกิ่งสีแดงระเรื่อสามกอ
ภายในรั้วมีกิ่งไม้ห้าหกกิ่งปักไว้ มีเถาวัลย์สีเขียวเลื้อยพันขึ้นไปตามกิ่งไม้ ใบไม้สั่นไหวตามลมราตรี ดูเขียวขจีสดใสจนน่ามอง
“นี่คือพืชวิเศษชนิดใดกัน?” ผู้ฝึกตนหนุ่มในชุดสีเขียวน้ำทะเลถามด้วยความสงสัย “หรือว่าจะเป็นหญ้าทิวาราตรี?”
“หญ้าทิวาราตรีใบจะเล็กกว่านี้ นี่ดูเหมือนหญ้าหลิวหลีมากกว่านะ”
พวกเขายิ่งพูดก็ยิ่งแปลก จนถึงขั้นทุ่มเถียงกัน
พลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นข้างๆ “พวกเจ้าดูสิ มีคนไม่รู้จักถั่วฝักยาวด้วยล่ะ!”
ถั่วฝักยาว? ถั่วฝักยาวอะไร? ถั่วฝักยาวที่ปุถุชนกินกันน่ะรึ?
ใบหน้าของทั้งสามคนพลันแดงก่ำด้วยความอับอาย มือสองข้างกำสมบัติวิเศษแน่น เตรียมจะระเบิดโทสะ ทว่าพอหันไปมองกลับเห็นเด็กสาวที่มีรอยยิ้มน่ารักและดูร่าเริงสดใส
จะระเบิดอารมณ์ก็ทำไม่ได้ ยิ่งรู้สึกอึดอัดเข้าไปใหญ่
“ศิษย์พี่โจว เลิกหัวเราะเถอะเจ้าค่ะ ดูจากการแต่งกายของพวกเขา น่าจะเป็นคนจากสำนักอื่นที่มาร่วมงานนะเจ้าคะ” มีคนข้างๆ กระซิบเตือน
ทั้งสามคนนี้แต่งตัวได้มีเอกลักษณ์จริงๆ
สำนักศึกษาชิงหยามีปราชญ์เมธีมากมาย และยังเป็นที่รวมตัวของพวกทายาทรุ่นสองที่มาหาประสบการณ์
ปีนี้พวกเขาไม่ใส่เสื้อผ้าเก่าของปีที่แล้ว และในแต่ละปีก็จะมีสีสันและเนื้อผ้าที่นิยมแตกต่างกันไป
แม้จะดูประหลาด ทว่ากลับมีราคาแพงลิบลิ่ว
และฤดูใบไม้ผลินี้ บังเอิญเป็นสีเขียวพอดี
เขียวน้ำทะเล เขียวต้นหอม เขียวเข้ม มีทั้งเฉดอ่อนเฉดแก่ ดูแล้วละลานตาไปหมด
โจวเสี่ยวอวิ๋นนึกถึงต้นหอมยักษ์ในสวนผักของซ่งเฉียนจีขึ้นมาอย่างประหลาด
ที่แท้ก็คือต้นหอมสามต้นนี่เอง นางจึงอดไม่ได้ที่จะปิดปากหัวเราะอีกครั้ง
ทั้งสามคนเสียหน้าอย่างแรง สีหน้าจึงดูไม่จืดนัก
ผู้ฝึกตนหนุ่มชุดเขียวต้นหอมแค่นเสียงเย็นชา
“เหอะ! ที่นี่มีสหายเต๋าแซ่ซ่งพำนักอยู่หรือไม่? นามว่าซ่งเฉียนจี”
เห็นเด็กสาวที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่โจวใช้นิ้วชี้ไปข้างบน “มีตัวอักษรเขียนอยู่นี่ไง”
คราวนี้นางไม่ได้หัวเราะ ทว่าสีหน้ากลับดูเหมือนกำลังถามว่า “พวกเจ้าอ่านหนังสือไม่ออกหรือ?”
ทั้งสามคนขยับเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นป้ายไม้เล็กๆ แขวนอยู่ข้างประตู สลักอักษร “เรือนซ่ง” ไว้อย่างบรรจง
โทสะพลันพลุ่งพล่านทันที พวกเขาโคจรพลังปราณจนบารมีแผ่ซ่าน แล้วตวาดก้องว่า “ขอเชิญสหายเต๋าซ่งออกมาพบกันหน่อย!”
“ขอเชิญสหายเต๋าซ่ง——”
เสียง “เอี๊ยด” ดังขึ้น ประตูสีแดงชาดพลันเปิดออกกะทันหัน
เด็กหนุ่มที่ผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวปรากฏตัวขึ้นที่ประตู
“มีธุระอะไร?” เขาถามเสียงเย็น
เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจด แต่ท่ายืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ที่หน้าประตูสีแดงชาด กลับแฝงไปด้วยบารมีอันองอาจประดุจ “ผู้เดียวขวางด่าน หมื่นคนมิอาจผ่านได้”
ทั้งสามคนต่างพากันอึ้งไป
เด็กหนุ่มที่ดูองอาจผู้นี้คือซ่งเฉียนจีรึ?
ช่างโอหังนัก ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ
ทางแคบพบพานผู้กล้าคือผู้ชนะ จะยอมให้บารมีของอีกฝ่ายข่มไม่ได้เด็ดขาด
ผู้ฝึกตนหนุ่มชุดเขียวต้นหอมผู้เป็นหัวหน้าประสานมือ แล้วเอ่ยอย่างจองหองว่า “สามในหกปราชญ์แห่งชิงหยา จานเติงเกา, เจิงเหลียงจวิ้น, เฉาป๋อเสวีย มาขอพบสหายเต๋าซ่ง”
ใครก็ตามที่มาเยี่ยมเยียนเรือนซ่งในช่วงเวลาอาหาร ย่อมไม่ได้รับการต้อนรับจากเมิ่งเหอเจ๋อแน่นอน
เส้นบะหมี่อยู่ในหม้อ น้ำกำลังเดือดปุดๆ ส่งไอน้ำสีขาวพุ่งพล่าน ผักสดที่เด็ดเตรียมไว้ในกะละมังทองแดงยังไม่ได้ลงหม้อ
ในเวลานี้ ในสายตาของเมิ่งเหอเจ๋อ ใครก็ตามที่โผล่มาล้วนมีใบหน้าเหมือนพวกที่คิดจะมาแย่งข้าวเขากินทั้งสิ้น
“หกเค็มอันใด? เค็มแค่ไหนกัน?” เขาเลิกคิ้วขึ้น “ไม่เคยได้ยินชื่อ”
(贤 Xián - เสียน แปลว่า ปราชญ์ ส่วน 咸 Xián - เสียน แปลว่า เค็ม เป็นการเล่นคำพ้องเสียง)
ทั้งสามคนนึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้าเสียมารยาทเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะมาเป็นแขกในสำนักอื่นและมีความเกรงใจอยู่บ้าง ศิษย์ตัวเล็กๆ ที่ฐานะต่ำต้อยและตบะธรรมดาสามัญเช่นนี้ คงถูกเด็กรับใช้ข้างกายพวกเขาตีจนหัวร้างข้างแตกไปนานแล้ว
“เจ้าเด็กสามหาว!”
เมิ่งเหอเจ๋อได้ยินดังนั้น แววตายิ่งเย็นเยียบลง เขาใช้มือเดียวแกะผ้ากันเปื้อนออก แล้วก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างคุกคาม
“เสี่ยวเมิ่ง”
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายในลาน
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียบเฉย และดูเหมือนจะยังง่วงงุนอยู่บ้าง
เด็กหนุ่มที่ยืนขวางประตูอยู่พอได้ยินเสียงเรียกนี้ พลันเก็บความดุดันทั้งหมดไปทันที เขาหมุนตัวกลับเข้าไปในลานด้วยท่าทางนอบน้อม “ศิษย์พี่ซ่ง ท่านตื่นแล้วรึขอรับ? บะหมี่ใกล้จะสุกแล้วนะขอรับ”
รอยยิ้มของเขาร่าเริงและอบอุ่น ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน
เมื่อเด็กหนุ่มหลีกทางจากประตู ทั้งสามคนจึงได้เห็นทัศนียภาพภายในลาน
ช่างเป็นภาพวสันต์ที่งดงามและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
ใต้ค้างดอกวิสทีเรีย มีเก้าอี้เอนตัวหนึ่งและโต๊ะหินหนึ่งตัวตั้งอยู่
คนที่พูดเมื่อครู่มีกลีบดอกวิสทีเรียสีม่วงเล็กๆ ติดอยู่ตามตัว เขาลุกขึ้นยืนพลางใช้แขนเสื้อปัดเศษดอกไม้ตามเสื้อผ้า
เห็นได้ชัดว่า เมื่อครู่เขานอนหลับกลางวันอยู่ใต้ค้างดอกไม้นั่นเอง
ที่แท้คนผู้นี้ต่างหากคือซ่งเฉียนจี
รูปโฉมงดงามหมดจดจริงๆ ทว่าเมื่อมีเด็กหนุ่มที่มีบารมีดุดันคนเมื่อครู่นำหน้าไปก่อน คนผู้นี้จึงดูเกียจคร้าน อ่อนโยน และดูไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเลย
---