Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่

  • 24/08/2569

บทที่ 16 เจ้ากลัวหรือไม่


ซ่งเฉียนจีอยากเจอเว่ยเจินอวี้ ไม่ใช่เพราะความแค้นเคือง แต่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น


ตอนที่เขาเพิ่งตายใหม่ๆ เขายอมรับว่าอิจฉาอีกฝ่ายจริงๆ ทว่าหลังจากนอนเอกเขนกดูงิ้วในห้องมืดมานานขนาดนั้น แม้แต่เซียนเขายังไม่อยากจะเป็น แล้วจะไปอิจฉาโชคลาภของคนอื่นทำไมให้เสียเวลา


คำว่าวาสนานั้น เปลี่ยนแปลงได้ยากแท้หยั่งถึง


ผู้ฝึกตนที่มาจากตระกูลดัง บรรพบุรุษสะสมบุญบารมีไว้มาก ฮวงจุ้ยถ้ำบำเพ็ญเพียรดีเยี่ยม ทั้งยังมีแคว้นบริวารหรือที่ดินศักดินา


หากสามารถคุ้มครองดินแดนให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ให้ปุถุชนนับหมื่นกราบไหว้บูชารูปปั้นทองคำของพวกเขา ยิ่งธูปเทียนหอมฟุ้งวาสนายิ่งรุ่งโรจน์ เส้นทางเซียนก็จะยิ่งราบรื่น เป็นวงจรที่ดีสืบไป


ส่วนผู้ฝึกตนธรรมดานอกจากจะไม่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือของวิเศษคุ้มครองแล้ว บรรพบุรุษก็ไม่เคยมีมหาอำนาจที่ทะยานสู่สวรรค์ ในโลกปุถุชนยังไม่มีใครกราบไหว้บูชา ทำได้เพียงปลอบใจตนเองด้วยคำว่า “ทำความดีสะสมผลบุญ” ไปวันๆ


ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่เสี่ยงอันตราย คือการใช้วิชาช่วงชิงวาสนาของผู้อื่น นับเป็นการเดิมพันเพื่อตบตาฟ้าดิน หากพลาดพลั้งแม้เพียงนิด ย่อมต้องถูกสะท้อนกลับจนพินาศสิ้น


ซ่งเฉียนจีไม่เคยคิดจะเดินบนเส้นทางสายนี้เลย


แต่เขาเคยเห็นวิชาเต๋าของอารามจื่ออวิ๋นวิชาหนึ่ง มีชื่อว่า “วิชาเพ่งวาสนา” 


หลังจากซ่งเฉียนจีบรรลุขอบเขตแปลงเทวะ ทุกสำนักต่างมาแสดงความยินดี


เจ้าอาวามอารามจื่ออวิ๋นแสดงวิชาเพ่งวาสนาต่อหน้าสาธารณชน ยามมองผู้อื่นจะเห็นแสงห้าสีสอดประสาน รัศมีเจิดจ้าราวกับหมู่เมฆยามรุ่งสาง สามารถทำนายได้ว่าคนผู้นั้นรุ่งเรืองเพราะเหตุใด พูดจาเป็นคุ้งเป็นแควดูน่าเชื่อถือ


ทว่ายามมองมาที่เขา กลับเห็นเพียงกลุ่มควันดำหนาทึบที่ไม่มีวันจางหาย คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดจนเกือบจะทำให้ตาบอด


ครั้นจะพูดจาไม่ดีใส่ซ่งเฉียนจีก็ไม่กล้า ทำได้เพียงบอกว่า “เพ่งวาสนามานับร้อยปี ไม่เคยพบเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน ความสำเร็จของท่านนั้น ยากแท้ที่จะหาคำอธิบายได้”


ความหมายคือไม่เคยเห็นใครที่ดวงซวยขนาดนี้มาก่อน ไม่ได้รับความเมตตาจากสวรรค์เลยแม้แต่นิดเดียว


แต่ที่น่าแปลกคือ คนดวงซวยผู้นี้กลับมีชีวิตรอดมาได้ยาวนาน ซ้ำยังประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้อีก


นับแต่นั้นมา ชื่อเสียงอันดุดันของซ่งเฉียนจีจึงยิ่งขจรขจาย


โลกบำเพ็ญเพียรต่างพากันคิดว่าเขาเป็นคน “ไร้ศีลธรรม” ดวงแข็งใจคออำมหิต จนยมบาลยังไม่กล้ารับตัว


ไม่ว่าลับหลังจะนินทาอย่างไร ทว่าเบื้องหน้ากลับยิ่งยำเกรงเขามากขึ้นกว่าเดิม


ซ่งเฉียนจีคิดในใจ หากเว่ยเจินอวี้มีแสงสีทองอร่ามเจิดจ้าประดุจดวงตะวัน ในสายตาของผู้ฝึกตนที่ใช้วิชาเพ่งวาสนาได้ ย่อมไม่ต่างจากเด็กน้อยที่หิ้วทองคำเดินกลางตลาด ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกผู้คนหมายตาหรือหาทางช่วงชิง


เว่ยเจินอวี้ต้องมีวิชาลับบางอย่างที่ใช้ปกปิดวาสนา กลมกลืนไปกับฝูงชน ถึงจะสามารถแอบเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เงียบๆ ได้เป็นแน่


ดังนั้นในงานชุมนุมปัญญาชนครั้งนี้ เหล่าอัจฉริยะชื่อดังจากสำนักต่างๆ เขาย่อมไม่มอง แต่จะมองหาเพียงศิษย์ตัวเล็กๆ แซ่เว่ยที่ไร้ชื่อเสียงเท่านั้น


“ศิษย์พี่ซ่ง ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือขอรับ?” เมิ่งเหอเจ๋อขัดจังหวะความคิดของเขา


“ไม่มีอะไร” ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า


เมิ่งเหอเจ๋อคิดว่าเขากำลังกังวลเรื่องงานชุมนุม “ข้าจะไปซื้อพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาให้ท่านนะขอรับ ท่านจะได้เอาไว้ฝึกวาดเขียน”


“ไม่ต้อง” ซ่งเฉียนจีรดน้ำในแปลงเสร็จก็เก็บถังน้ำ “ข้าอยากซื้อเมล็ดพันธุ์มากกว่า”


“เมล็ดพันธุ์?” เมิ่งเหอเจ๋อไม่เข้าใจ “เมล็ดพันธุ์พืชวิเศษชนิดไหนหรือขอรับ?”


“ไม่ต้องเป็นพืชวิเศษ เอาเมล็ดพันธุ์ธรรมดานี่แหละ” ซ่งเฉียนจีไม่เลือกกิน “ต้นกล้าผักก็ได้”


โจวเสี่ยวอวิ๋นพลันเอ่ยขึ้น “เรื่องนั้นง่ายมากเจ้าค่ะ ที่โรงครัวฝ่ายนอกมีเพียบเลย!”


ศิษย์ฝ่ายนอกที่ยังไม่บรรลุขั้นงดเว้นอาหาร ปกติมักจะกินข้าวที่โรงครัว ซึ่งไม่มีพืชวิเศษ ข้าววิเศษ หรือเนื้อสัตว์อสูรให้กิน ทว่าข้าวปลาอาหารและผักสดนั้นมีให้กินจนอิ่มหนำแน่นอน


“พวกเรากำลังจะไปทำงานที่เหมืองหินปราณพอดี ขากลับผ่านโรงครัวข้าจะแวะเอามาให้ท่านนะ” เมิ่งเหอเจ๋อเอ่ยลา


ซ่งเฉียนจีพยักหน้าขอบคุณ


หน่ออ่อนของมันฝรั่งที่เพิ่งผุดออกมามีหยดน้ำเกาะพราว เปี่ยมด้วยพลังชีวิตอันสมบูรณ์ ซ่อนตัวอยู่ในดินโคลน


นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งเฉียนจีปลูกอะไรบางอย่างจนงอกเงยขึ้นมาได้


เขาใช้นิ้วแตะเบาๆ รู้สึกแปลกใหม่และมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก


เพราะเขามี “น้ำพุนิรันดร์” สมบัติวิเศษที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตสูงสุดสถิตอยู่ในกาย ประสาทสัมผัสต่อสิ่งมีชีวิตของเขาจึงเฉียบคมขึ้นตามไปด้วย


ไม่ใช่แค่คนหรือสัตว์ แต่เป็นทุกสรรพสิ่งที่มีพลังชีวิต


อย่างเช่นเขาสามารถสัมผัสได้ว่า ใบไม้ใบไหนกำลังจะร่วงจากกิ่ง หรือดอกท้อใต้ใบไม้ดอกไหนกำลังจะร่วงโรย


ไม่แน่ว่า เขาอาจจะมีพรสวรรค์ในการปลูกผักจริงๆ ก็ได้นะ


ตึกสูงหมื่นจั้งเริ่มจากฐานราก สักวันเขาต้องมีไร่นาเป็นของตนเองให้จงได้!


หลังจากปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าผักคลี่คลาย เพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาในลานบ้านได้มากขึ้น ซ่งเฉียนจีจึงย้ายต้นท้อหน้าประตูไปปลูกไว้ห่างออกไปสามจั้ง


พื้นที่หน้าประตูถูกเขาพรวนดินและทำความสะอาดอย่างละเอียด สองข้างประตูรั้วสีแดงชาดถูกล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ กลายเป็นแปลงผักใหม่สองแปลง


ยามทำงานเขาตั้งใจมาก แม้แต่เรื่องน่าเบื่ออย่างการใช้พลั่วพรวนดิน เขาก็ทำอย่างจดจ่อและละเอียดถี่ถ้วน


ราวกับกำลังทำเรื่องที่สนุกและสำคัญที่สุดในโลก


ซ่งเฉียนจีรู้สึกฟินสุดๆ!!


ทว่าคนที่คอยจับตาดูเขาแทบจะสติแตก


“รายงาน! ซ่งเฉียนจีซื้อเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าผัก ดูเหมือนจะปลูกผักจริงๆ ขอรับ!”


“รายงาน! ซ่งเฉียนจีเริ่มหาบน้ำพรวนดินจริงๆ แล้วขอรับ!”


“รายงาน! วันนี้ซ่งเฉียนจีปลูกมะเขือยาว ต้นหอม และต้นกระเทียมขอรับ...”


“รายงาน! ซ่งเฉียนจีตั้งใจจะปลูกดอกไม้หน้าประตูบ้านขอรับ...”


“ไสหัวไปให้หมด! ไม่ต้องมารายงานแล้ว!”


จ้าวอวี๋ผิงสะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโห จอกน้ำบนโต๊ะร่วงแตกกระจาย


เขายืนอยู่ท่ามกลางเศษกระเบื้องพลางกระทืบเท้า “เจ้าเด็กเหลือขอนั่น มันคิดจะทำอะไรกันแน่!?”


ศิษย์ขอบเขตรวบรวมปราณตัวเล็กๆ ที่ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่น แม้แต่เวลานอนยังเสียดาย ขยันบำเพ็ญเพียรวันละสิบสองชั่วยาม


จู่ๆ วันหนึ่งกลับวิ่งไปปลูกผัก แถมตั้งแต่เริ่มปลูกผัก มันก็ไม่ยอมบำเพ็ญเพียรอีกเลย


จ้าวอวี๋ผิงยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ รู้สึกว่าความผิดปกติของซ่งเฉียนจีครั้งนี้ ต้องเป็นการซุ่มเตรียมแผนการร้ายแรงบางอย่างอยู่แน่ๆ


ประดุจมีกระบี่แขวนอยู่เหนือศีรษะ การที่เดาแผนการของอีกฝ่ายไม่ออก ทำให้เขารู้สึกกังวลจนนั่งไม่ติด


“คนจากสำนักศึกษาชิงหยากับสำนักเซียนอิ๋นจะมาถึงเมื่อไหร่? ยิ่งนานวันยิ่งมีเรื่องวุ่นวาย สั่งคนไปเร่งให้เร็วขึ้นหน่อย”


เฉินหงจู้เองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน


การที่นางเสนอตัวมาจับตาดูซ่งเฉียนจี ไม่ใช่เพื่อมาฟังว่าวันๆ เขาปักดำอย่างไร หรือรดน้ำอย่างไร


เฉินหงจู้ติดสินบนศิษย์ฝ่ายนอกยี่สิบห้องรอบๆ “เรือนซ่ง” โดยมอบหินปราณและนกกระดาษส่งสารไว้ให้ พร้อมกับคำขู่ที่ดุดันว่า


“หากซ่งเฉียนจีมีความเคลื่อนไหวอันใด แล้วพวกเจ้าไม่รีบรายงานข้าล่ะก็… เตรียมตัวโดนเฆี่ยนได้เลย!”


ด้วยการข่มขู่และให้ผลประโยชน์ ข่าวของนางจึงไวกว่าจ้าวอวี๋ผิงนัก


ทว่าซ่งเฉียนจีกลับดูเหมือนจะรู้ตัว เขาเก็บตัวเงียบอยู่ในลาน เมล็ดพันธุ์และเครื่องมือทำไร่ล้วนมีพวกเมิ่งเหอเจ๋อคอยส่งให้ถึงที่


“เขายอมเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ทั้งวัน แต่กลับไม่ยอมฝึกกระบี่ เขาจงใจกวนประสาทข้าใช่ไหม?”


พอความคิดนี้ผุดขึ้น เวลาฝึกกระบี่เฉินหงจู้ก็ใจลอย นั่งสมาธิยิ่งจิตใจฟุ้งซ่าน


“ซ่งเฉียนจีออกจากบ้านแล้ว!”


นกกระดาษนำข่าวล่าสุดมาแจ้ง เฉินหงจู้ลุกพรวดขึ้นทันที



ซ่งเฉียนจีปิดประตูรั้วสีแดงชาด ยามกำลังจะก้าวเท้า พลันเหลือบมองไปยังต้นท้อ


แสงแดดสดใส มวลบุปผาและใบอ่อนซ้อนทับกันเบ่งบานอย่างรื่นเริง


แม่นางชุดแดงนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ พลางยิ้มแฉล้มถามว่า “เจ้าจะไปไหน?”


ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว “เจ้ามาทำไม?”


ไม่มีความเคลื่อนไหวของลมปราณเลยสักนิด นางราวกับปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศจนทำให้นกตกใจบินหนี


“ใช้เจ้านี่ไง!” เฉินหงจู้ชูเหรียญตราทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนออกมา “ขอเพียงเจ้าขยับตัว ข้าก็มาถึงได้ทันที!”


แสงสีทองวาววับสะท้อนแสงแดดจนซ่งเฉียนจีต้องหยีตา


“เจ้าก็รู้นี่นา ว่าท่านพ่อกับพวกท่านอาไม่อยากเห็นหน้าเจ้า งานจับตาดูที่ทั้งสกปรกและเหนื่อยยากแบบนี้ ย่อมต้องตกเป็นของข้าอยู่แล้ว ข้าเลยถือโอกาสนี้ยืม ‘เหรียญตราฮวาเว่ย’ มาจากท่านพ่อ เพียงมีเหรียญนี้ ข้าก็สามารถอาศัยค่ายกลของนิกายฮวาเว่ย ไปมาหาสู่ในสำนักได้ดั่งใจนึก มาถึงได้ในชั่วพริบตา” เฉินหงจู้กล่าวอย่างลำพองใจ


“อย่างเช่นแท่นเด็ดดาวที่หลังเขา ปกติตบะบำเพ็ญของข้าทำให้ขึ้นไปไม่ได้ ทว่าตั้งแต่มีเจ้านี่ คืนไหนนอนไม่หลับ ข้าก็ขึ้นไปดูดาวได้ทุกเมื่อ เรื่องนี้ข้าต้องขอบใจเจ้าจริงๆ นะ”


จากประสบการณ์ที่เคยล้มเหลวในการเจรจาคราวก่อน นางรู้สึกว่าการเผชิญหน้ากับคนผู้นี้ การพูดความจริงอย่างผ่าเผยย่อมดีกว่าการปกปิด


แต่นางไม่ได้บอกว่าทำไมถึงนอนไม่หลับ และคิดว่าอีกฝ่ายก็คงไม่สนใจจะรู้ด้วย


ซ่งเฉียนจีพูดไม่ออก


นี่มันต่างอะไรกับการใช้งบหลวงไปเที่ยวเล่น กินดื่มด้วยเงินสำนักล่ะเนี่ย


ทว่าเมื่อนึกถึงฐานะของเฉินหงจู้ การขูดรีดผลประโยชน์จากบ้านตัวเองก็คงไม่ผิดกฎหมายอันใดอยู่แล้วนี่ ถูกต้องไหม?


เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที


เฉินหงจู้กระโดดลงมา วิ่งตามหลังพลางถามว่า “เจ้าจะไปฝึกกระบี่ที่ไหน?”


“ไม่ฝึกกระบี่ ข้าจะไปดูนาปราณสักหน่อย”


เฉินหงจู้เม้มปากแน่น ตัดสินใจแน่วแน่ “งานชุมนุมปัญญาชนใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้าจะมัวแต่ประชดประชันจนทำให้ตัวเองเสียเวลาแบบนี้ไม่ได้นะ! เรื่องที่ข้าเสียมารยาทต่อเจ้าก่อนหน้านี้ ข้ายอมขอโทษก็ได้!”


คิดดูสิ นางวางอำนาจบาตรใหญ่มาสิบแปดปี ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แล้วนี่ถึงขั้นยอมขอโทษ


หากอีกฝ่ายยังไม่ยอมให้เกียรติกันอีก นางคงต้องโกรธจริงๆ แล้วล่ะ


“เจ้ายังไม่รู้อีกรึ?” ซ่งเฉียนจีถาม


“รู้อะไร?”


“ข้าลงสมัครรายการอักษรและภาพวาดไปแล้ว”


เฉินหงจู้ถึงกับไอโขลกออกมาอย่างแรง “เจ้าบ้าไปแล้วจริงๆ!”


“การบำเพ็ญเพียรก็เหมือนการพายเรือทวนน้ำ ขอเพียงก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ย่อมต้องดิ้นรนต่อสู้ไม่หยุดหย่อน ทั้งสู้กับคน ทั้งสู้กับฟ้า มิเช่นนั้นหากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ย่อมต้องตามหลังผู้อื่นไปตลอดกาล” เฉินหงจู้พยายามเกลี้ยกล่อมอย่างจริงจัง “อายุสิบสี่สิบห้าเท่ากัน บางคนอยู่แค่ขั้นรวบรวมปราณช่วงต้น บางคนบรรลุขั้นรวบรวมปราณสมบูรณ์แล้ว ดูเหมือนจะต่างกันไม่มาก ทว่ายิ่งนานวันช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ รอจนสหายของเจ้าเมิ่งเหอเจ๋อบรรลุขอบเขตแก่นทองคำ แต่เจ้ายังดิ้นรนอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐาน เจ้าจะไม่รีบร้อนบ้างหรือไง?”


“ข้าก็ไม่รีบนี่”


ซ่งเฉียนจีเดินไปพลางชมวิวไปพลาง สีหน้าดูผ่อนคลาย


เฉินหงจู้โกรธจนตัวสั่นที่เห็นเขาไม่รักดี อยากจะเข้าไปกระชากไหล่เขามาเขย่าแรงๆ เสียเหลือเกิน


“เจ้าอยู่แค่ขอบเขตรวบรวมปราณ แต่กลับได้รับคำชี้แนะจาก ‘คนผู้นั้น’ โดยตรง นี่คือวาสนาล้นฟ้าที่บรรพบุรุษต้องสะสมบุญมาจนสุสานพ่นควันถึงจะได้มาเชียวนะ ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักรักษาไว้? เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงไม่เห็นค่ามัน!”


นางสูดหายใจลึก “ต่อให้เจ้าไม่อยากแข่งกับผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกัน ทว่าแม้แต่ปุถุชนที่ไม่บำเพ็ญเพียร พวกเขาก็ยังเข้าใจสัจธรรมที่ง่ายที่สุดในโลก คือหากไม่อยากถูกรังแก ไม่อยากถูกใครเชือดเฉือน งั้นก็ต้องดิ้นรนสุดชีวิต ทุกคนต่างอยากเป็นยอดคนที่อยู่เหนือผู้อื่น โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กใบนี้ถึงได้ดำรงอยู่ได้ยังไงล่ะ”


“เจ้าจะรีบร้อนไปไย?” ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ “เจ้าเป็นมารดาข้าหรือไง?”


“เจ้า!” เฉินหงจู้เกือบจะเดินหนีไปด้วยความโมโห ทว่าดวงตาพลันกลอกไปมาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ประโยคที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้ ข้าได้ยินมาแล้วนะ ไม่ใช่แค่ข้า แต่ตอนนี้คนทั้งนิกายฮวาเว่ยรู้กันหมดแล้ว”


“เมี่ยวเยียนมีผู้ติดตามที่คลั่งไคล้อยู่มากมาย งานชุมนุมปัญญาชนพวกเขาย่อมต้องมาแน่ เจ้ากำลังจะมีปัญหาใหญ่แล้วนะ ไม่กลัวบ้างหรือ?”


ซ่งเฉียนจีครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าอย่างจริงใจ “กลัวสิ”


คนที่จะกลายเป็นผู้ติดตามที่คลั่งไคล้ได้ สมองย่อมต้องมีปัญหาไม่มากก็น้อย


ชาติก่อนเขาเคยเจอมานักต่อนักแล้ว


เมี่ยวเยียนเชิญเขาไปฟังเพลงฉินที่ทะเลสาบเหมันต์ พวกนั้นก็แอบมุดลงไปอยู่ใต้ก้นทะเลสาบเพื่อหาโอกาสป่วนงาน ทว่าดันไปปลุกจระเข้พันปีที่กำลังหลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้น เลยถูกไล่งับหนีตายกันวุ่นวายไปทั่วพื้นที่สี่สิบลี้


เมี่ยวเยียนเชิญเขาไปล่องเรือจิบชา พวกนั้นก็แอบซ่อนอยู่ใต้ท้องเรือ เตรียมจะลอบสังหารเขา แต่เพราะกลัวว่าจะถูกกระแสน้ำพัดกระจัดกระจาย เลยเอาเชือกมาผูกตัวติดกันไว้


เวลาจับได้ทีหนึ่ง ก็หิ้วขึ้นมาได้เป็นพวง เหมือนน้ำเต้าเจ็ดพี่น้องบนเถาเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน


คนพวกนี้ที่มีสติปัญญาพอๆ กับจ้าวจี้เหิง ได้มอบเสียงหัวเราะที่หาได้ยากยิ่งให้แก่ชีวิตการบำเพ็ญเพียรที่แสนน่าเบื่อในชาติก่อนของซ่งเฉียนจี


ทว่าตอนนั้นเขายังต้องวางมาดมหาอำนาจ โดยเฉพาะต่อหน้าเมี่ยวเยียนที่เขาต้องรักษาภาพลักษณ์ ไม่อยากถูกมองว่าเป็นผู้ฝึกตนสันโดษที่ไร้ระเบียบวินัย


อยากจะหัวเราะแทบตายแต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ มารดามัน! ช่างทรมานเสียเหลือเกิน!


ตอนนี้ไม่มีภาระทางใจแล้ว อยากจะหัวเราะแค่ไหนก็ได้ หากได้เจอกันอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองจะขำจนขาดใจตายเสียก่อนมากกว่า


เฉินหงจู้ถึงกับอึ้งไปเลย


นางรู้ว่าคนผู้นี้หัวแข็ง หากถูกนางยั่วยุ ก็น่าจะทำตัวเป็นวีรบุรุษแล้วพูดว่า “ใครจะกลัวใครล่ะ แน่จริงก็ดาหน้าเข้ามาเลย”


นั่นย่อมเป็นโอกาสดีให้นางได้เกลี้ยกล่อมให้เขาขยันฝึกกระบี่ เพื่อเตรียมตัวสั่งสอนคนพวกนั้น


ทว่าอีกฝ่ายกลับยอมรับว่ากลัวออกมาตรงๆ อย่างหน้าตาเฉย ทำเอานางไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว


ซ่งเฉียนจีพลันถามขึ้น “พวกนั้นมา เจ้าเองก็คงกลัวมากเหมือนกันสินะ?”


“ตลกน่า ข้าเนี่ยนะจะกลัว?!” เฉินหงจู้โมโหจนผมแทบตั้ง “กลัวบ้านป้าเจ้าสิ! คุณหนูอย่างข้าแค่ไม่ชอบเมี่ยวเยียน ใครหน้าไหนกล้ามารังแกพวกเราสองคน งั้นก็ต้องผ่านกระบี่ข้าไปก่อน”


“เจ้าไม่ได้ใช้แส้หรอกรึ?”


“แส้นี่ข้าเอาไว้ใช้ขู่คนเล่นๆ เหมือนจุดประทัดวันตรุษจีนนั่นแหละ เอาไว้ฟังเสียงดังเฉยๆ” เฉินหงจู้กล่าวอย่างจริงจัง “กระบี่คืออาวุธสังหาร กระบี่ที่ใช้ทำร้ายคน ไม่ควรนำออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ”


“ที่แท้เจ้าก็เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ด้วย” ซ่งเฉียนจีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เจ้าก็ไม่เลวนี่นา”


“ที่แท้เจ้าก็ชมคนเป็นเหมือนกันนะ นึกว่าจะเป็นแต่ทำให้คนโมโหเสียอีก ทว่าเจ้าเองก็ไม่เลวเหมือนกัน” เฉินหงจู้ถูกชมจนยิ้มแก้มปริ เลยชมกลับเป็นการตอบแทน “ข้าเดาว่าตอนนี้เมี่ยวเยียนคงโกรธจนมือสั่น อยากจะทุบราวระเบียงไม้ไผ่ให้หักคามือใจจะขาด ทว่ายังต้องแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจอยู่แน่ๆ!”


ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า “ไม่หรอก นางไม่ทำแบบนั้นแน่นอน”


ยามที่พูดคุยกัน นาปราณขั้นบันไดที่ซ้อนทับกันประดุจคลื่นหิมะนับพันชั้นก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า


...


เมี่ยวเยียนยืนอยู่ริมระเบียง ชมมวลบุปผาอย่างเงียบงัน


ไม่ว่านางจะอยู่ที่ใด ย่อมต้องมีดอกไม้สดเสมอ


นางกับเฉินหงจู้ต่างไม่ชอบหน้ากัน ย่อมไม่เต็มใจที่จะเข้าไปพักในตำหนักอู๋โยวของเฉินหงจู้อยู่แล้ว


แม้ทั้งสองจะเป็นลูกพี่ลูกน้อง ทว่ากลับไม่มีความผูกพันที่เติบโตมาด้วยกัน เฉินหงจู้คือบุตรสาวที่เกิดยามชราของซวีอวิ๋น ตั้งแต่เกิดมาก็เป็นดั่งองค์หญิงของนิกายฮวาเว่ย


ส่วนเมี่ยวเยียนบิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์ ก่อนที่มารดาจะดับสูญ ได้ฝากฝังนางไว้กับท่านน้าชายที่เป็นผู้นำนิกายฮวาเว่ย


น่าเสียดายที่รากปราณของนางอ่อนแอ เส้นลมปราณเล็กและยืดหยุ่นเกินไป ไม่เหมาะแก่การฝึกดาบหรือกระบี่ ไม่ว่านางจะพยายามเพียงใด ก็มักจะทำให้ซวีอวิ๋นต้องส่ายหน้าและขมวดคิ้วเสมอ


นิกายฮวาเว่ยจึงเลี้ยงดูนางไว้เพียงในฐานะคนว่างงานคนหนึ่ง เพิ่มตะเกียบขึ้นมาอีกคู่ก็แค่นั้น


หลังจากเฉินหงจู้เกิด เมี่ยวเยียนจึงย้ายออกจากยอดเขาหลัก ไปอยู่ที่ป่าไผ่อันเงียบสงบที่หลังเขา


จนกระทั่งวั่งซูเซียนจื่อ(เทพธิดาเซียนวั่งซู) มาเยือนนิกายฮวาเว่ย เห็นว่านางเหมาะแก่การฝึกวิชาเสียงสวรรค์ จึงรับนางเป็นศิษย์และถ่ายทอดวิชาให้จนหมดสิ้น


ชีวิตของเมี่ยวเยียนจึงเปลี่ยนไปนับแต่นั้นมา


เมื่อนางปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง นางจึงกลายเป็นเทพธิดาผู้สูงส่งและเจิดจรัสราวกับมาจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า


ราวกับว่านางเกิดมาเป็นเช่นนี้เอง


นิกายฮวาเว่ยได้สร้าง “หอเทียนไล่” (หอเสียงสวรรค์) ไว้ภายในตำหนักอู๋โยวของเฉินหงจู้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าทั้งสองเป็นสหายสนิทที่รักใคร่กันปานจะกลืนกิน


ทว่าเมี่ยวเยียนกลับยินดีที่จะพักอยู่ที่เรือนไม้ไผ่หลังเดิมมากกว่า


นิกายฮวาเว่ยจึงต้องทำเรื่องปรับปรุงที่นี่ใหม่ แขวนผ้าไหมชาวเงือกสีขาวสะอาดตา ประดับด้วยไข่มุกราตรี จัดแต่งให้ดูเรียบหรูและสูงส่งเหนือโลกมนุษย์


ยามที่สาวใช้เดินเข้ามา เห็นเมี่ยวเยียนยืนเหม่อมองดอกไม้ ระหว่างคิ้วคล้ายมีร่องรอยความกังวล จึงเข้าใจผิดว่านางกำลังถูกคำนินทาทำให้ขุ่นเคืองใจ จึงรีบเอ่ยว่า


“ท่านเองก็ได้ยินเรื่องนั้นแล้วหรือเจ้าคะ?”


“เรื่องอันใด?” เมี่ยวเยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงนึกถึงประโยคที่ไม่ค่อยน่าฟังนั้นได้ นางส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่มีอะไรหรอก”


สาวใช้เอ่ยอย่างโกรธแค้น “นิกายฮวาเว่ยเชิญท่านมาเป็นแขก ทว่าศิษย์ในสำนักกลับมีคนกล้าเสียมารยาทต่อท่าน หากข้าได้เจอต่อหน้าล่ะก็...”


“ไม่หรอก ไม่เกี่ยวกับเขา”


เมี่ยวเยียนหมุนตัวกลับมา หยิบกรรไกรสีทองขนาดเล็กขึ้นมาเล็มกิ่งไม้ส่วนเกินในกระถาง “เรือนไม้ไผ่นี้ห่างไกลผู้คน การที่เจ้าได้ยินข่าวลือพวกนี้ เป็นเพราะมีคนเจตนาให้ข้าได้ยิน และอยากให้ข้าโกรธต่างหากเล่า”


สาวใช้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลันตบมือฉาด “เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องผิดหวังแล้วล่ะเจ้าค่ะ เพราะข้าไม่เคยเห็นนางเซียนโกรธใครเลยสักครั้ง!”


เมี่ยวเยียนยิ้มบางๆ


นางเคยชินกับการทุ่มเทอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ทั้งหมดลงในเสียงดนตรี ยามเสียงฉินหยุดลง นางเงยหน้าขึ้น ก็จะกลับมาเป็นนางเซียนผู้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติอีกครั้ง


นางไม่เคยแสดงอารมณ์ด้านลบต่อหน้าผู้ใดเลย


“อีกอย่าง แค่ศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่คุ้มค่าให้ท่านต้องขุ่นเคืองหรอกเจ้าค่ะ” สาวใช้หัวเราะ


“แกร๊ก”


กรรไกรทองขยับพลาด ดอกตูมร่วงหล่นสู่พื้น


รอยยิ้มของเมี่ยวเยียนจางลง “ศิษย์ฝ่ายนอกรึ?”


นางวางกรรไกร พลันนึกถึงตอนที่พบกันบนสะพานซื่อสุ่ยขึ้นมาอย่างประหลาด สีหน้าอันเย็นชาและหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของคนผู้นั้น


หากเป็นเขาคนนั้น ดูท่าจะพูดคำพรรค์นั้นออกมาได้จริงๆ


“อุ๊ย! ดอกไม้ร่วงเสียแล้ว!” สาวใช้ตกใจ ก่อนจะรีบปลอบ “ไม่เป็นไรนะเจ้าค่ะ ดอกไม้สดชุดใหม่มาถึงนอกเรือนแล้ว ข้าจะรีบยกเข้ามาเดี๋ยวนี้”


ดอกไม้เก่าถูกโยนทิ้ง ดอกไม้ใหม่ถูกนำมาวางบนระเบียง


กล้วยไม้ลายทอง โบตั๋นห้าสี กุหลาบพันปีผลึกแก้ว...


เรือนไม้ไผ่ที่เคยเรียบง่าย พลันเต็มไปด้วยมวลบุปผานานาพันธุ์ ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว


สาวใช้ปิดปากหัวเราะคิกคัก “ดูคนพวกนั้นสิเจ้าคะ ตัวยังไม่มาถึง แต่ดอกไม้ส่งมาถึงก่อนแล้ว”


เมี่ยวเยียนชอบชมดอกไม้


บุปผางามคู่กับโฉมสะคราญ ย่อมเป็นที่สำราญใจ ผู้อื่นจึงนิยมส่งดอกไม้มาให้นางชม


ตามจีบโฉมงามที่สวยที่สุด ส่งดอกไม้ที่งามที่สุด หลายคนถือเอาเรื่องนี้เป็นรสนิยมอันสูงส่ง


สาวใช้ติดตามอยู่ข้างกายเมี่ยวเยียนมานานหลายปี สนิทสนมกันประดุจพี่น้อง นางเคยเห็นไม้ดอกไม้ประดับล้ำค่าและพืชวิเศษหายากมาทั่วโลกแล้ว เห็นอะไรก็ไม่รู้สึกแปลกใจอีก


“นางเซียนเจ้าคะ ดอกไม้ที่ส่งมาคราวนี้ ท่านพึงใจดอกไหนเป็นพิเศษหรือไม่?”


“ไม่มี”


เมี่ยวเยียนหมุนตัวกลับ ปล่อยให้มวลบุปผาหลากสีสันเบ่งบานไปเถิด นางไม่แม้แต่จะชายตามองอีกเลย


นางกลับไปนั่งที่โต๊ะไม้ไผ่ ก้มหน้าดีดฉินเบาๆ


“เช่นนั้น บรรดาคนที่ส่งดอกไม้มาเหล่านี้ ท่านชมชอบคนไหนที่สุดเจ้าคะ?”


“ไม่ชอบใครทั้งสิ้น”


สาวใช้ลองนึกดู ก็จริงอย่างที่ว่า นางไม่เคยเห็นเมี่ยวเยียนปฏิบัติต่อใครเป็นพิเศษเลย จึงอดถามไม่ได้ “แล้วท่านชอบคนแบบไหนกันแน่เจ้าคะ?”


“คนรู้ใจ(จืออิน)” โฉมงามกรีดนิ้วลงบนสายฉินสองสามครา เสียงฉินไม่ได้เป็นท่วงทำนอง ทว่ากลับไหลรินออกมาประดุจน้ำพุกระทบโขดหิน ไพเราะเสนาะหูยิ่ง
(知音 -zhīyīn ความหมายคือคนรู้ใจ ไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา แต่เป็นคนที่เข้าใจความคิด ความรู้สึก หรือความสามารถของเราได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องอธิบายมากมาย ที่มา: มาจากเรื่องเล่าโบราณของโบยา  -YuBoya ปรมาจารย์ฉินกับจงจื่อฉี - Zhong Ziqi ผู้ฟังที่สามารถเข้าใจความรู้สึกที่แฝงมาในเสียงเพลงได้อย่างแม่นยำ)


น่าเสียดาย คนรู้ใจนั้นหายาก สายฉินขาดสะบั้นจะมีใครเล่าที่เข้าใจ


สาวใช้ไม่เข้าใจ กำลังจะถามว่าคนรู้ใจคืออะไร พลันตาเป็นประกาย เอื้อมมือไปตะปบนกกระดาษสื่อสารราวกับตะปบผีเสื้อ “วั่งซูเซียนจื่อส่งจดหมายมาเจ้าค่ะ!”


เมี่ยวเยียนไม่ได้เงยหน้า เพียงถามว่า “ท่านอาจารย์ว่าอย่างไรบ้าง?”


“ท่านอาจารย์ขอให้ท่านช่วยบรรเลงสักเพลงหลังจากจบการประลองกู่ฉินในงานชุมนุมปัญญาชน เพื่อช่วยให้ทุกคนจิตใจสงบและส่งเสริมการบำเพ็ญเจ้าค่ะ”


“รับทราบแล้ว” เมี่ยวเยียนขยับปิ่นปักผมที่ขมับพลางยิ้มกล่าว “ท่านอาจารย์ยังคงรักการเอาชนะไม่เปลี่ยนเลยนะ”


ในเมื่อมีนางมาบรรเลงปิดท้าย ใครเล่าจะยังจำได้ว่าผู้ชนะเลิศในปีนี้ดีดเพลงอะไรไว้บ้าง?


คนหนุ่มสาวที่มาร่วมงาน ใครบ้างไม่อยากสร้างชื่อเสียง? อุตส่าห์ฝึกฝนแทบตายจนคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาได้ ทว่ากลับไม่มีใครจดจำ


ช่างน่าสงสารเสียจริง


เมี่ยวเยียนเอ่ยคำว่า “ขออภัย” ล่วงหน้าอยู่ในใจ


เหล่าผู้อาวุโสมหาอำนาจต่างรักษาเกียรติยศ ย่อมไม่ลงมาประลองในสนามนี้ นางมั่นใจว่าในโลกบำเพ็ญเพียรปัจจุบัน ผู้ฝึกตนสายดนตรีที่ยังยินดีจะออกงานบรรเลงต่อหน้าสาธารณชน ย่อมไม่มีใครเหนือกว่านางได้


ทุกปีมักจะมีคนถูกยกย่องว่าเป็น “เมี่ยวเยียนน้อย” ทว่าก็เป็นเพียงดอกไม้ที่บานเพียงชั่วครู่แล้วโรยรา


เมี่ยวเยียน… ย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวตลอดกาล!


เมื่อคิดได้ดังนี้ แววตาที่เคยอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและดื้อรั้น ทำลายความงามที่นุ่มนวลไปจนสิ้น ราวกับนางกลายเป็นคนละคน


ทว่านางก้มหน้าอยู่ จึงไม่มีใครได้เห็น


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป