Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 48 ไม่จำเป็นต้องดีดอีกต่อไป)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 48 ไม่จำเป็นต้องดีดอีกต่อไป

  • 24/08/2569

บทที่ 48 ไม่จำเป็นต้องดีดอีกต่อไป


“เหอชิงชิงหรือ” มีคนทวนชื่อนี้เบาๆ คล้ายกำลังครุ่นคิด แล้วหันไปยิ้มถามคนข้างกาย “ศิษย์พี่จื่อเยี่ยยังจำคนผู้นี้ได้หรือไม่?”


ห่างจากสระน้ำลึกไปไม่ไกล มีศาลาบนหน้าผาตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ประจันหน้ากับน้ำตกสายธารเหินจากระยะไกล


ด้วยคำเชิญของหยวนชิ่งสือ ศิษย์เอกแห่งนิกายฮวาเว่ย ทำให้ผู้ดูแลแห่งสำนักศึกษาชิงหยา ศิษย์เอกแห่งนิกายต้าเหยียน และศิษย์สายตรงของเจ้าอาวาสอารามจื่ออวิ๋น มารวมตัวนั่งจิบชากันอยู่ในศาลาแห่งนี้


ตำแหน่งของศาลาแห่งนี้นับว่าเหมาะสมยิ่ง พวกเขาสามารถมองลงไปเห็นทัศนียภาพริมสระน้ำและได้ยินเสียงฉินได้อย่างชัดเจน โดยไม่ถูกผู้อื่นรบกวนได้ง่าย


การฟังเสียงฉินเป็นเรื่องรื่นรมย์ เรื่องรื่นรมย์ย่อมต้องมีอารมณ์สุนทรีย์


อีกสามคนสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา พูดคุยหัวเราะกันอย่างสำราญใจ มีเพียงปราชญ์จื่อเยี่ยที่ยังคงสวมชุดสีดำสนิทเช่นเดิม


“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตนางออกมาจากถ้ำมาร แล้วพาตัวเข้าสู่สำนักศึกษาชิงหยา” คนผู้นั้นกล่าวต่อ


เมื่อปราชญ์จื่อเยี่ยได้ยิน จึงขมวดคิ้วครุ่นคิด


ศิษย์ในสำนักศึกษามักกล่าวกันว่า ในฤดูร้อนเพียงแค่ได้มองหน้าผู้ดูแลจื่อเยี่ยสักแวบหนึ่ง ก็สามารถคลายร้อนและทำให้จิตใจตื่นตัวได้ทันที


กระดูกคิ้วของเขาสูง เบ้าตาลึก ขนตายาวหนา ริมฝีปากบาง ผิวพรรณขาวซีดผิดปกติ


แม้ใบหน้าจะหล่อเหลาคมคาย แต่กลับขาดกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์และชีวิตชีวา ดูประดุจรูปปั้นเทพเซียนอันเคร่งขรึม


หยวนชิ่งสือไม่อยากให้บรรยากาศกร่อย จึงช่วยเอ่ยปากไกล่เกลี่ย “สหายจื่อเยี่ยมีภารกิจรัดตัว หากต้องคอยใส่ใจทุกเรื่อง ย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป”


ความจริงเขาเข้าใจอีกฝ่ายดี ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายฮวาเว่ย การที่เขาสามารถจดจำศิษย์สายตรงทุกคนได้ก็นับว่ายากลำบากแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น ปราชญ์จื่อเยี่ยกับคนผู้นี้ คนหนึ่งอยู่บนฟ้า อีกคนอยู่บนดิน การจะจำไม่ได้ย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดา


ในที่สุดปราชญ์จื่อเยี่ยก็นึกขึ้นมาได้ เลิกคิ้วกระบี่ขึ้นเล็กน้อย “คือนางนี่เอง นางมาทำสิ่งใดที่นี่?”


เด็กสาวที่ผอมแห้งอ่อนแอในความทรงจำ เติบโตขึ้นสูงแล้ว


“มาร่วมการประลองฉินย่อมต้องมาดีดฉินสิ” มีคนส่ายหน้าบ่นอุบ “เดิมทีนึกว่าหลังจากเมิ่งจื่อเซียนจื่อจบลง ก็จะถึงคราวของนางเซียนเมี่ยวเยียน ใครจะรู้ว่ายังต้องรอคอยอีก”


หยวนชิ่งสือสังเกตสีหน้าของปราชญ์จื่อเยี่ย เห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉย จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า


“สหายจื่อเยี่ยคิดเห็นอย่างไรบ้าง? หลังจากได้ฟังเพลง ‘ร้อยวิหคคารวะหงส์’ ของเมิ่งจื่อเซียนจื่อ มีความรู้สึกสะกิดใจอันใดบ้างหรือไม่?”


ปราชญ์จื่อเยี่ยใกล้จะทะลวงขั้นตบะ แต่กลับติดอยู่ในคอขวด


มิเช่นนั้น ที่ศาลากลางทะเลสาบเหยาเยว่ แรงกดดันของเขาคงไม่หลุดการควบคุมจนไปกระทบถูกเมิ่งเหอเจ๋อเข้า


หยวนชิ่งสือและคนอื่นๆ เชื่อว่า การสดับฟังเสียงฉินของผู้ฝึกตนสายเสียงดนตรี อาจช่วยจัดระเบียบกระแสปราณวิเศษ และค้นพบโอกาสในการทะลวงขั้นตบะได้


ปราชญ์จื่อเยี่ยส่ายหน้า “ข้ามีจิตสังหารรุนแรง เดิมทีไม่เหมาะกับการฟังเสียงฉินอยู่แล้ว”


“คำพูดนี้ไม่ถูกต้อง นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยได้ฟังเสียงฉินของนางเซียนเมี่ยวเยียนต่างหาก เสียงดนตรีธรรมดาทั่วไป ย่อมมิอาจเทียบเคียงกับนางได้” หยวนชิ่งสือยิ้มกล่าว “ในอดีตยามที่นางเซียนดีดบรรเลงให้ท่านอาจารย์ฟัง ข้าเคยยืนรินชาอยู่ข้างๆ ยังได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล...”


“ขอตัวสักครู่” พูดยังไม่ทันจบ หยวนชิ่งสือไม่รู้ว่ามองเห็นสิ่งใด พลันหุบรอยยิ้มลง ลุกขึ้นก้าวเดินออกจากศาลาทันที


เขาเดินเข้าไปในพงไพร หยุดยืนใต้ต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง ยื่นมือออกไปตบที่ลำต้นเบาๆ “เจ้าลงมาเดี๋ยวนี้!”


เฉินหงจู้กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ หัวเราะร่า “ศิษย์พี่ใหญ่ มีเรื่องอันใดหรือ?”


หยวนชิ่งสือขมวดคิ้ว “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”


เขาปรายตามองไปยังเรือนไม้ไผ่ที่เมี่ยวเยียนพักอยู่ แล้วมองไปยังศาลากลางสระน้ำ เอ่ยเตือนเสียงต่ำ “ท่านผู้นั้นแห่งสำนักเซียนอิ๋นอยู่ที่นี่ ห้ามเจ้าก่อเรื่องต่อหน้าท่านเด็ดขาด!”


คนภายนอกรู้เพียงว่าปราชญ์อักษรเดินทางมาร่วมงานชุมนุมปัญญาชน แต่หารู้ไม่ว่าภูตหมากกับเซียนฉินก็อยู่ที่นี่เช่นกัน


งานชุมนุมครั้งนี้ สี่มหาอำนาจผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดแห่งยุค เดินทางมาถึงสามคนแล้ว ผู้นำนิกายซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินและเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายฮวาเว่ยต่างปวดหัวกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง


หากพวกเขาทั้งสามคนมาพบหน้ากัน แล้วเกิดผิดใจกันจนสร้างความวุ่นวายขึ้นในนิกายฮวาเว่ย จะจัดการอย่างไรได้


“ข้ารู้แล้ว!” เฉินหงจู้กล่าวอย่างหงุดหงิด “ศิษย์พี่ ท่านคิดอะไรอยู่กันแน่? ข้าไม่ชอบหน้าเมี่ยวเยียนก็จริง แต่ข้าไม่ถึงกับต้องถ่อมาเพื่อทำร้ายนางหรอกนะ! ข้าไม่ได้มาดูนางเสียหน่อย!”


“แล้วเจ้ามาดูใครเล่า?” หยวนชิ่งสือลังเล “เมิ่งจื่อเซียนจื่อดีดจบไปแล้ว การประลองฉินกำลังจะปิดฉาก เหลือเพียงเมี่ยวเยียนที่ยังไม่ได้ดีดบรรเลง วันนี้สำคัญต่อนางมาก เจ้าห้าม...”


เฉินหงจู้ยื่นมือ ชี้ไปยังริมสระน้ำจากระยะไกล “ใครบอกว่ากำลังจะปิดฉากกัน?! คนผู้นี้เพิ่งจะขึ้นแสดงมิใช่หรือ?”


หยวนชิ่งสืองุนงง “เจ้ารู้จักคนผู้นี้ด้วยรึ?”


เขาเพิ่งจะได้ยินชื่อของเหอชิงชิงเมื่อครู่ ก็เป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงที่ปราชญ์จื่อเยี่ยพาตัวกลับมาที่สำนักศึกษา แล้วทิ้งขว้างไว้เบื้องหลังเท่านั้น


อีกอย่าง เฉินหงจู้ไม่เคยมีมิตรสหายมาก่อน


“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องมายุ่งหรอก” เฉินหงจู้พยักหน้า


พวกนางย่อมถือว่ารู้จักกัน


เคยนั่งรับแสงจันทร์ สัปหงก รับลมราตรีเพื่อรอคอยคนคนหนึ่งอยู่หน้าเรือนซ่งด้วยกัน


ใครจะรู้ว่าคนผู้นั้นจะแอบลงเขาไปกลางดึก จำนำกระบี่ของตนเอง เพื่อแลกเอาฉินหลี่อี่ไถ่กลับมาหลังหนึ่ง


เฉินหงจู้เพียงแค่อยากจะมาฟังดูว่า ฉินหลังนี้จะสามารถดีดบทเพลงแบบไหนออกมาได้


หยวนชิ่งสือกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง “ตกลง ขอเพียงเจ้าไม่มาก่อกวน ข้าย่อมไม่ยุ่งอยู่แล้ว!”


เฉินหงจู้ทอดสายตามองไปยังเงาร่างอันบอบบางริมสระน้ำ ในใจคิดว่าเจ้าถูกจัดลำดับมาอยู่หลังเมิ่งจื่อ และอยู่ก่อนหน้าเมี่ยวเยียน ในสถานการณ์เช่นนี้ ขอเพียงเจ้ากล้าลงมือดีด ก็ถือว่าชนะแล้ว



ก่อนหน้านี้เหอชิงชิงคิดไว้แล้วว่า นี่คือการต่อสู้ของนางเอง หากคนผู้นั้นไม่มา นางก็จะทุ่มเทสุดกำลังเช่นกัน


แต่เมื่อนางก้าวเดินเข้าสู่ใจกลางสายตาของผู้คนนับหมื่น ถูกสายตาเย็นชาล้อมรอบ ในใจก็ยังคงบังเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างและโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก


“แปะ แปะ แปะ”


ทันใดนั้น เสียงปรบมืออันก้องกังวานพลันดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัดลง


ตามธรรมเนียมปฏิบัติของการประลองฉิน ยามที่ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก้าวขึ้นสู่สนาม ผู้ชมรอบข้างจะต้องปรบมือ เพื่อเป็นการขอบคุณคนก่อนหน้าและต้อนรับคนปัจจุบัน


แต่บทเพลงร้อยวิหคคารวะหงส์ของเมิ่งจื่อเซียนจื่อนั้นงดงามตระการตาเกินไป ผู้คนยังคงตกอยู่ในภวังค์ ใครเล่าจะยังจดจำได้ว่าต้องปรบมือให้แก่เหอชิงชิง?


เวลานี้มีคนเริ่มนำ เสียงปรบมือประปรายจึงเริ่มดังขึ้นรอบสระศิลาเขียว แต่ยังคงแฝงไปด้วยความรู้สึกขอไปทีและเร่งเร้า


เหอชิงชิงหันขวับกลับไปทันที


ผ่านม่านผ้าคลุมสีขาว ผ่านฝูงชนที่แน่นขนัด นางมองเห็นเงาร่างนั้นที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดของฝูงชน


—โดดเด่นสูงกว่าคนรอบข้าง สง่างามดั่งนกกระเรียนในฝูงไก่ กำลังส่งยิ้มอันอ่อนโยนมาให้


เขามาจริงๆ ด้วย


เขายังปรบมือให้ข้าอีกด้วย


ราวกับมีเสาค้ำสมุทรทิ้งตัวลงสู่ก้นบึ้งหัวใจ เหอชิงชิงเงยหน้าขึ้น สูดหายใจเข้าลึกๆ


ยามราตรีมาเยือน นางนั่งขัดสมาธิลงบนโขดหินเขียวริมสระน้ำ วางฉินลงบนตัก


พลันรู้สึกว่าในชีวิตนี้ ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะดีไปกว่าเวลานี้อีกแล้ว


ฉินหลี่อี่ไถ่เปล่งประกายแสงสีเขียวมรกต สอดประสานเข้ากับเกลียวคลื่นสีเขียวในสระน้ำและแสงอัสดง ส่องสว่างให้นิ้วทั้งสิบที่เรียวยาวและแข็งแกร่งของนางดูโดดเด่นยิ่งขึ้น


เหอชิงชิงกดสายฉินลงอย่างแรง


“เจิ้ง!”


เสียงกังวานอันทรงพลังดังขึ้น ประดุจกระบี่ยาวถูกชักออกจากฝัก ส่งเสียงกู่ร้องก้องไม่หยุดหย่อน


ทุกคนสะดุ้งตื่นตัวขึ้นมาทันที ราวกับมองเห็นประกายกระบี่อันสว่างวาบพาดผ่านกลางเวหา แทงตรงไปยังแสงอาทิตย์อัสดงที่ขอบฟ้า!


“เจิ้ง เจิ้ง เจิ้ง!”


เหอชิงชิงไม่เปลี่ยนท่วงท่านิ้ว เสียงกู่ร้องของกระบี่ดังขึ้นอีกสามครา


ภาพมายาของหมู่วิหคและมวลบุปผาอันงดงามเมื่อครู่ ถูกประกายกระบี่ทั้งสามสายฟาดฟันจนแตกกระจาย มลายหายไปในพริบตา


บนเรือนไม้ไผ่ เมี่ยวเยียนชะงักไป รอยยิ้มแข็งค้างอยู่ที่มุมปาก


นี่ไม่ใช่บทเพลงที่นางแต่งขึ้น นางไม่เคยใส่เสียงที่ทรงพลังที่สุดไว้ในท่อนเปิดของบทเพลงเลยสักครั้ง


หลังจากเปิดตัวอย่างดุดัน เสียงฉินก็แปรเปลี่ยนเป็นราบรื่นและไหลลื่น ประดุจสายน้ำหลากที่ถาโถมซัดสาด ดั่งมีกองทัพนับพันกำลังพุ่งเข้าประหัตประหาร เสียงม้าศึกนับหมื่นเงียบงันลง


สุ้มเสียงทิ้งตัวดิ่งลงสู่ผืนน้ำ สระน้ำพลันสั่นสะเทือน เกลียวคลื่นสีขาวซัดสาดนับพันระลอก


ตั้งแต่ริมสระน้ำไปจนถึงเนินเขา ผู้ฟังทุกคนต่างใจสั่นสะท้านจนลืมเลือนถ้อยคำที่จะเอ่ย


ภายในศาลากลางสระน้ำ วั่งซูมีสีหน้าตกตะลึง คนผู้นี้สืบทอดวิชามาจากสำนักใด ตบะต่ำเตี้ยเพียงนี้ แต่เหตุใดจึงดีดได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้?


เจี้ยงอวิ๋นจ้องมองเด็กสาวผู้ดีดฉินตาไม่กะพริบ ราวกับต้องการจะมองทะลุม่านผ้าคลุม เพื่อสำรวจอวัยวะภายในของนางให้ปรุโปร่ง


เสียงฉินค่อยๆ ผ่อนคลายลง เลี้ยวลดอย่างแผ่วเบาและสั้นกระชับ ม้าศึกและดาบหอกพลันถอยห่างออกไป


ความตึงเครียดของผู้คนค่อยๆ ผ่อนคลายลง ทว่ากลับได้ยินท่วงทำนองที่แผ่วเบาและอ่อนช้อย ประดุจผ่านพ้นความมืดมิดแล้วพบพานแสงสว่าง ขุนเขาสายน้ำอันยิ่งใหญ่ตระการตาพลันแผ่ขยายออกตรงหน้า


แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับหายไป ความมืดมิดเข้าปกคลุม สายลมราตรีพัดโชยมาแผ่วเบา


เสียงฉินลอยละลิ่วไปตามสายลมเขา ลอยไปยังหุบเขาลึก ลอยขึ้นสู่หน้าผาสูงชัน ลอยเข้าสู่พงไพรหนาทึบ


เสียงสัตว์ป่าคำรามดังขึ้นเป็นระลอก ก้องสะท้อนไปมาราวกับกำลังเอ่ยถามและตอบรับ


เสียงฉินแปรเปลี่ยนเป็นยิ่งใหญ่ตระการตา กลิ่นอายแห่งราชันในบทเพลง ถึงกับดึงดูดให้สัตว์ป่านับร้อยมารวมตัวคารวะ


เสียงนกกระพือปีก เสียงปีกแหวกสายลม เสียงพยัคฆ์กระโจนผ่านพงไพร เสียงเต่าและจระเข้ฟาดผิวน้ำ...


สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนในนิกายฮวาเว่ย ต่างร่วมบรรเลงบทเพลงนี้ไปพร้อมกัน!


เหอชิงชิงแทบจะลืมเลือนไปแล้วว่าตนเองกำลังดีดฉิน จิตวิญญาณทั้งหมดจมดิ่งลงสู่บทเพลง มองไม่เห็นฝูงชน มองไม่เห็นฝูงสัตว์


ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล ไร้ขอบเขต มีเพียงตัวนางคนเดียวเท่านั้น


ยามที่เสียงฉินพุ่งทะยานสู่หมู่เมฆ ผู้คนต่างพากันกรีดร้องกู่ก้องอยู่ในใจ


ทันใดนั้น เสียงฉินก็ดิ่งวูบลงอย่างกะทันหัน ยิ่งมายิ่งต่ำลง ประดุจเสียงลมเหนือคร่ำครวญ หิมะโปรยปรายทั่วทุ่งร้าง


เสียงกรีดร้องในใจของผู้คนหยุดชะงัก เดินตามเสียงฉินอันโศกเศร้าและรันทดมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของทุ่งหิมะ


ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วร่างโดยไม่รู้ตัว


เฉินหงจู้ยืนฟังอย่างเหม่อลอย ราวกับมองเห็นค่ำคืนนับไม่ถ้วนที่ตนเองนั่งอยู่ริมสะพานซื่อสุ่ย แกว่งขาสองข้าง กรีดปลายนิ้ว หยดเลือดลงไปเพื่อให้อาหารปลาหลีห้าสี


ทะเลเมฆพลิ้วไหว ฝูงปลาหลีห้าสีว่ายวนเป็นกลุ่ม มีเพียงนางที่โดดเดี่ยวอยู่ลำพัง


ปราชญ์จื่อเยี่ยหลับตาลง


คล้ายหวนคืนสู่ถ้ำมารทะเลประจิม หนทางข้างหน้ามืดมิด หนทางข้างหลังไร้ทางถอย


เลือดที่หลั่งรินไม่รู้จบ มารร้ายที่สังหารไม่หมดสิ้น


เมี่ยวเยียนลืมเลือนรอยยิ้ม ลืมเลือนไปแล้วว่าตนเองอยู่ที่ใด และควรทำสิ่งใด


นางมองเห็นเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง หลงทางอยู่ในป่าหลังเขาของนิกายฮวาเว่ยในยามวิกาล


ลมเหนือคำราม เด็กหญิงตัวน้อยตัวสั่นเทา ก้าวปีนขึ้นไปตามบันไดหิน


นั่นคือใครกัน? เหตุใดจึงไม่มีใครออกตามหานางเลยแม้แต่คนเดียว?


ที่แท้ก็คือตัวนางเอง


ซ่งเฉียนจี...


ซ่งเฉียนจีไม่ได้มองเห็นสิ่งใดเลย


เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์


ดวงจันทร์ในคืนนี้ทั้งกลมทั้งโต ดูเหมือนจานเงินที่มีราคาค่างวด


เขาคิดในใจว่า นี่คือบทเพลงที่ข้าแต่งขึ้นจริงๆ หรือ?


ดีดได้ไม่เลวเลยนี่นา


ยามที่ความโศกเศร้ารันทดถึงขีดสุด ท่วงทำนองพลันพลิกผัน


ลมราตรีกู่ร้อง เมฆหนาบดบังดวงจันทร์อันสว่างกระจ่างตา


เสียงฉินพลันฮึกเหิมขึ้นมาอย่างกะทันหัน


“เจิ้ง!” สายฉินสายแรกของฉินหลี่อี่ไถ่เจ็ดสายพลันขาดสะบั้นลง


เหอชิงชิงก็เหมือนกับฉินหลังนี้ มาถึงขีดจำกัดแล้ว ลมปราณแห้งเหือด เส้นลมปราณแบกรับไม่ไหวอีกต่อไป


นางไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น เสียงฉินยิ่งมายิ่งสูงขึ้น สายฉินอีกสายขาดสะบั้นลงอีกครา!


โขดหินริมสระน้ำพลันเกิดรอยปริแตก เสียงน้ำตกดังกึกก้องกัมปนาท


ผู้ฟังต่างยืนนิ่งอึ้งประดุจไร้วิญญาณ ราวกับถูกพลังอำนาจที่พร้อมจะทำลายล้างฟ้าดินฟาดฟันเข้าใส่


เหอชิงชิงส่งเสียงครางในลำคอ กระอักเลือดออกมา เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน


ม่านเมฆแยกออก


ดวงจันทร์ปรากฏ


ลำแสงจันทร์สีเงินอันเจิดจ้าสาดส่องลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า ทาบทับลงบนร่างของนาง!


เสียงฉินหยุดลงกะทันหัน


รอบด้านเงียบสงัดถึงขีดสุด เมื่อมีบทเพลงฉินนำหน้ามาก่อน เสียงน้ำตกจึงฟังดูแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน


ทางช้างเผือกพร่างพรายสะท้อนลงบนผิวน้ำ เกิดระลอกคลื่นประกายระยิบระยับ


มีคนยกมือขึ้นลูบใบหน้า พบว่ามือเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา


เมื่อหันไปมองคนข้างกาย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทุกคนต่างน้ำตานองหน้า


บนหน้าผาหินพลันมีเสียงร้องตะโกนขึ้น “ศิษย์พี่จื่อเยี่ยกำลังจะทะลวงขั้นตบะแล้ว!”


ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินหลั่งไหลมารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ กลายเป็นวังวนอันไร้รูปร่าง


ผู้คนในลานต่างจมดิ่งอยู่ในบทเพลง อยู่ในสภาวะรู้แจ้งอันลึกซึ้ง เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณ จึงดูดซับและโคจรลมปราณตามธรรมชาติ


การรู้แจ้งเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา คอขวดของบางคนเริ่มคลายออก บางคนตบะเพิ่มพูนขึ้น


เหอชิงชิงอุ้มฉิน ลุกขึ้นจากโขดหิน ปลายนิ้วยังคงสั่นระริก


ยามที่นางฝึกซ้อมฉิน มักจะฝึกอยู่ในที่ลับตาคนเพียงลำพัง และไม่เคยดีดบรรเลงเช่นนี้มาก่อนเลย


นิ้วทั้งสิบของนางเจ็บปวดแสนสาหัส เส้นลมปราณแทบจะฉีกขาด


“ขอบคุณแม่นางเซียน!” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มตะโกนขึ้นก่อน


“แม่นางเซียนเปี่ยมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง!”


เสียงขอบคุณและเสียงชื่นชมสรรเสริญดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ท่วมท้นเข้าใส่นางประดุจเกลียวคลื่น


บนเรือนไม้ไผ่ เมี่ยวเยียนได้สติกลับมา ปิดฝากล่องใส่ฉินลงเงียบๆ


คืนนี้นางไม่จำเป็นต้องดีดอีกต่อไปแล้ว ไม่สิ บางทีอาจจะไม่ต้องดีดไปอีกนาน


เมื่อมีดวงจันทร์อันสว่างกระจ่างตาอยู่ตรงหน้า จะเอาสิ่งใดไปประชันแสงได้เล่า?


ภายในศาลากลางสระน้ำ เซียนฉินลืมตาขึ้น


“ฝีมือการดีดใช้ได้ แต่บทเพลงนั้นหาได้ยากยิ่งกว่า บทเพลงที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ข้าไม่ได้ยินมานานกว่าสองร้อยปีแล้ว”


“ท่านกล่าวถูกต้องขอรับ” ทุกคนต่างพากันเห็นพ้องด้วย


“บทเพลงนี้ พวกเจ้าฟังออกว่าอย่างไรบ้าง?” เซียนฉินเอ่ยถามกะทันหัน


ใบหน้าของวั่งซูซีดเผือดเล็กน้อย “ท่อนเปิดแม้จะดูยากลำบาก แต่หาใช่การตัดพ้อไม่ ทว่าเป็นการสะสมพลังเพื่อรอคอยโอกาส ประดุจขอเพียงมีลมบูรพาพัดมา ก็พร้อมจะทะยานขึ้นสู่ท้องนภาในทันที เพียงแต่ตอนจบดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนักเจ้าค่ะ”


เซียนฉินพยักหน้า


เจี้ยงอวิ๋นใคร่ครวญกล่าวว่า “บทเพลงนี้แบ่งออกเป็นสามท่อน บน กลาง ล่าง น่าจะแต่งขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตของคนผู้หนึ่งเจ้าค่ะ”


ได้ยินเพียงเซียนฉินกล่าวช้าๆ ว่า


“วัยเยาว์โดดเดี่ยวทุกข์ยาก กลางวันฝึกกระบี่ กลางคืนอ่านตำรา”


“ปัดเป่าธุลีประกายเจิดจ้า กระบี่ล้ำค่าออกจากฝัก ช่วงชิงความเป็นหนึ่งในใต้หล้า”


“สร้างคุณูปการชั่วกาลนาน วงล้อมสิบทิศ ศึกจนตรอกของวีรบุรุษ”


“พายุหิมะสามวันสามคืน เพลงยาตราทัพเพลงหนึ่ง เขียนบอกเล่าทั้งชีวิต นี่ควรจะเป็นบทเพลงที่คนตายเป็นผู้แต่งขึ้น แต่คนตายจะแต่งเพลงได้อย่างไรกัน? แปลกประหลาดยิ่งนัก! เวลานี้ข้าอยากจะรู้เหลือเกินว่า บทเพลงนี้ผู้ใดเป็นผู้แต่งขึ้น” เขาพึมพำกับตนเอง คล้ายตกอยู่ในภวังค์


ภายในศาลาเงียบกริบ ไร้ใครกล้าส่งเสียงรบกวนความคิดของเขา


เนิ่นนานผ่านไป เซียนฉินจึงกวักมือไปทางริมสระน้ำ ยิ้มกล่าวว่า “แม่หนูน้อย เชิญก้าวเข้ามาข้างหน้าเถิด”


---
 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป