Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 10 หัวสะพานซื่อสุ่ย อย่าอาลัยสายน้ำที่รินไหล)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 10 หัวสะพานซื่อสุ่ย อย่าอาลัยสายน้ำที่รินไหล

  • 11/05/2569

บทที่ 10 หัวสะพานซื่อสุ่ย อย่าอาลัยสายน้ำที่รินไหล

 

“ข้าหลิวหงเฟิงดูแลตำหนักคุมกฎมาหกสิบปี ม้วนคดีที่พิจารณามามีเต็มสิบถุงเก็บของ ข้าเคยฟังคำแก้ตัว คำขอขมา คำสารภาพผิดมาหมดสิ้นแล้ว ทว่าไม่เคยได้ยินคำขอเช่นนี้มาก่อนเลย”

 

ซ่งเฉียนจีกล่าวต่อว่า “เช่นนั้นหากท่านไม่ฟัง คงนับว่าน่าเสียดายยิ่ง”

 

“เจ้าว่ามา เจ้าคิดจะพบท่านผู้นำนิกายได้อย่างไร?”

 

เหล่าศิษย์ตำหนักคุมกฎหัวเราะจนพอใจแล้ว พยายามกลับมาทำสีหน้าเคร่งขรึมตามเดิม

 

การต้องทำงานล่วงเวลาในยามวิกาลใครบ้างจะไม่มีคำบ่นในใจ นึกไม่ถึงว่าจะได้มาเจอเรื่องสนุกเช่นนี้ ทุกคนจึงจ้องมองซ่งเฉียนจีด้วยแววตาเป็นประกาย

 

“ศิษย์จะเขียนข้อความประโยคหนึ่ง ขอเพียงท่านผู้นำนิกายได้เห็น ท่านย่อมจะมาพบศิษย์เองแน่นอน”

 

“ง่ายดายเพียงนั้นเชียวรึ?”

 

“ถูกต้อง” ซ่งเฉียนจีพยักหน้า

 

หลิวหงเฟิงแค่นยิ้มเย็นชา “เหอะ! หากมันง่ายดายเพียงนั้น เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพบท่านผู้นำนิกายแล้วล่ะ ปาดคอไปพบท่านปฐมาจารย์เต๋าเลยน่าจะรวดเร็วกว่า เจ้าคงไม่ได้กำลังล้อพวกข้าเล่นอยู่ใช่ไหม?”

 

เขาคิดในใจว่า ท่านผู้นำนิกายในช่วงหลายปีมานี้เก็บตัวบำเพ็ญตบะ ไม่ได้ก้าวออกจากตำหนักเฉียนคุนมาสามปีแล้ว ต่อให้ยอดเขาหรือตำหนักต่างๆ มีเรื่องจะปรึกษา ก็ยากนักที่จะได้เห็นโฉมหน้าของท่านผู้นำนิกาย ส่วนใหญ่จะสื่อสารผ่านนกกระเรียนขาว ศิษย์รับใช้ หรือยันต์ส่งเสียงแค่นั้น

 

เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ มีเพียงศิษย์ฝ่ายนอกอย่างซ่งเฉียนจีเท่านั้นที่ไม่รู้

 

“จะจริงหรือเท็จ ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป”

 

“ซ่งเฉียนจี!” จ้าวอวี๋ผิงตวาดถามกะทันหัน แสร้งทำเป็นปวดใจ “ที่นี่คือตำหนักคุมกฎ ยามนี้กำลังพิจารณาคดีต่อหน้าสาธารณชน การพูดจาเหลวไหลในศาลมีโทษเพิ่มขึ้นอีกขั้น แม้แต่ข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้! เจ้ารู้ตัวหรือไม่?”

 

“ศิษย์ทราบดี!”

 

“หากท่านผู้นำนิกายไม่มาพบเจ้า เจ้าจะต้องถูกเฆี่ยนสามร้อยที จากนั้นจะถูกทำลายตบะและขับไล่ลงเขา เจ้าเข้าใจชัดเจนหรือไม่?”

 

“ศิษย์เข้าใจชัดเจน!”

 

จ้าวอวี๋ผิงพยักหน้าอย่างพอใจ

 

ศิษย์ตำหนักคุมกฎอดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบกัน

 

“ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อช่วยคนขนาดนี้ คนที่คุกเข่าอยู่เบื่องล่างนั่นเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขาหรือไม่?”

 

“อย่าเดาสุ่มสี่สุ่มห้าสิ คนหนึ่งแซ่ซ่ง อีกคนแซ่เมิ่ง อย่างมากก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”

 

“ถ้าข้ามีน้องชายดวงกุดแบบนี้ แค่จุดธูปให้ก็นับว่าทำหน้าที่พี่น้องเต็มที่แล้ว”

 

“ตามที่เจ้าปรารถนา” หลิวหงเฟิงโบกมือ “เจ้า! นำกระดาษพู่กันมาให้เขา”

 

ศิษย์ข้างกายรีบรับคำ

 

“ไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้น” ซ่งเฉียนจีเดินไปยังโต๊ะตัวเล็กที่มุมห้องซึ่งอยู่ในเงามืด พลางยิ้มให้ศิษย์ที่ทำหน้าที่บันทึกการพิจารณาคดี “ขอยืมที่หน่อยนะ”

 

ศิษย์ผู้นี้กำลังแอบสัปหงก พอได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้น พลันเห็นสายตาคนทั้งตำหนักจ้องเขม็งมาที่ตนจนตกใจทำพู่กันหลุดมือ

 

ซ่งเฉียนจีคว้าพู่กันไว้ได้กลางอากาศ ก่อนจะจุ่มหมึกจนชุ่ม

 

เขาฉีกกระดาษขาวบนโต๊ะมาครึ่งแผ่น แล้วตวัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็ว

 

บางคนคิดว่าเขาคงจะเขียนคำร้องทุกข์เพื่อขอความเมตตาจากผู้นำนิกาย เพื่อยื้อชีวิตเอาไว้

 

ทว่าเขาเขียนเพียงประโยคเดียวจริงๆ

 

ซ่งเฉียนจีวางพู่กัน

 

เขาสะบัดกระดาษแผ่นนี้แล้วพับเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายขนมจ้าง ซ่อนตัวอักษรไว้ด้านใน

 

“ศิษย์พี่ท่านใดจะกรุณาช่วยไปส่งให้สักรอบได้หรือไม่?” เขาถามเสียงดัง

 

หลิวหงเฟิงสุ่มเลือกศิษย์มาหนึ่งคน ก่อนจะคิดทบทวนแล้วสั่งเพิ่มไปอีกคนให้ไปเป็นเพื่อนกัน

 

ศิษย์ตำหนักคุมกฎทั้งสองคนพยายามทำสีหน้าปกติ รับของแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที ทว่าแววตากลับเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง

 

ซ่งเฉียนจีสำทับ “ระหว่างทางอย่าแอบเปิดดูล่ะ เพื่อตัวพวกเจ้าเอง”

 

ศิษย์คนหนึ่งหันกลับมา ใบหน้าแดงก่ำ “ใครจะไปอยากแอบดูของเจ้ากัน?!”

 

“คนส่งสารออกเดินทางไปแล้ว พวกเราที่อยู่ที่นี่ก็คงมิอาจรอไปเรื่อยๆ ได้ ควรจะมีกำหนดเวลาเสียหน่อย” จ้าวอวี๋ผิงหันไปทางหลิวหงเฟิง “เรื่องนี้เกิดขึ้นในฝ่ายนอก ผู้อาวุโสหลิวไม่ต้องกังวลว่าข้าจะเข้าข้างคนผิด ให้เวลาหนึ่งก้านธูปเป็นอย่างไร?”

 

หลิวหงเฟิงขมวดคิ้ว จ้าวอวี๋ผิงที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนเที่ยงธรรมเช่นนี้ ช่างทำให้เขาไม่ชินเอาเสียเลย

 

หนึ่งก้านธูปสั้นไปหรือไม่?

 

ยามค่ำคืนมุ่งหน้าสู่ยอดเขาหลัก ระหว่างทางย่อมต้องพบกับหน่วยลาดตระเวนของตำหนักบังคับใช้กฎ ต้องหยุดให้ตรวจสอบและซักถาม กว่าจะถึงหน้าตำหนักเฉียนคุน และรอศิษย์รับใช้เข้าไปรายงานผู้นำนิกาย เมื่อผู้นำนิกายเห็นข้อความแล้วก็ยังต้องใช้เวลาไตร่ตรองอีก

 

ทว่าซ่งเฉียนจีกลับกล่าวว่า “ไม่จำเป็น ครึ่งก้านธูปก็เพียงพอแล้ว”

 

ทุกคนต่างทำสีหน้าเหมือนเห็นผี

 

หลิวหงเฟิงพิจารณาซ่งเฉียนจีใหม่อีกครั้ง

 

ตำหนักคุมกฎนั้นเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม มักจะทำให้ผู้ที่มาเยือนครั้งแรกหวาดกลัวจนลนลาน ทว่านับแต่เขาเข้ามาจนถึงตอนนี้ กลับไม่เคยเปลี่ยนท่าทางเลยสักนิด และไม่เคยพูดจาไร้สาระแม้แต่คำเดียว

 

เขาสงบนิ่งเกินไป ราวกับคำนวณไว้แล้วว่าตนเองจะไม่เป็นอะไร ศิษย์ฝ่ายนอกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง มีอะไรเป็นที่พึ่งพิงกันแน่?

 

“คนมา จุดธูป!”

 

ธูปที่ถูกตัดออกครึ่งหนึ่งถูกปักลงบนกระถางธูปดอกบัวสีขาวสะอาด

 

กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยไปพร้อมกับควันธรุปที่ม้วนตัวขึ้นมา อบอวลไปทั่วตำหนักคุมกฎ คละคลุ้งไปกับกลิ่นคาวเลือดของเมิ่งเหอเจ๋อ ช่วยให้ทุกคนตื่นตัวขึ้นในค่ำคืนที่เย็นเยียบนี้

 

“ศิษย์พี่ซ่ง...” เมิ่งเหอเจ๋อริมฝีปากสั่นเครือ ส่งเสียงแผ่วเบาออกมา

 

ซ่งเฉียนจีเดินเข้าไปหาเขา โน้มตัวลงกล่าวว่า “อดทนอีกนิด ประเดี๋ยวก็ได้กลับแล้ว”

 

“หากข้าเป็นอะไรไป ของของข้า... ข้าขอฝากไว้ที่ท่าน สร้อยลูกปัดเส้นนี้...”

 

ซ่งเฉียนจีเหลือบมองศิษย์ตำหนักคุมกฎรอบๆ แล้วขัดจังหวะเขา “เจ้าจะไม่เป็นอะไร อย่าพูดจาเหลวไหล”

 

เมิ่งเหอเจ๋อ “ข้าควรจะฟังท่าน ไม่ควรทำตามใจตนเองเพียงชั่ววูบ ท่านคงจะโกรธข้ามากสินะ?”

 

“ไม่ๆ ข้าไม่โกรธ”

 

ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ข้ากลับต้องขอบคุณเจ้าเสียด้วยซ้ำที่มอบโอกาสลงเขาให้ข้า

 

“จริงหรือ?”

 

“จริงสิ”

 

ทุกคนต่างจับจ้องไปยังธูปที่กำลังไหม้ มีเพียงซ่งเฉียนจีที่ดูเหมือนจะไม่สนใจเวลา เขาเพียงแต่กระซิบพูดคุยกับเมิ่งเหอเจ๋อเป็นระยะ

 

ควันธูปพริ้วไหว บรรยากาศตึงเครียดและประหลาดล้ำ พวกเขาดูเหมือนพี่น้องที่กำลังรอคอยคำพิพากษาในวันสิ้นโลก

 

หัวธูปประกายไฟวูบวาบสองสามครั้ง ก่อนจะดับลงในที่สุด

 

จ้าวอวี๋ผิงลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกอย่างเงียบเชียบ

 

หลิวหงเฟิงกลับดูเหมือนจะเสียดายอยู่บ้าง “เจ้ายังมีคำพูดใดจะเอ่ยอีกหรือไม่?”

 

ซ่งเฉียนจียืดตัวตรง “ศิษย์ไม่มีคำใดจะเอ่ยแล้ว”

 

ศิษย์ตำหนักคุมกฎสองคนก้าวเข้ามา บิดแขนของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ

 

“ปล่อยศิษย์พี่ซ่งนะ!” เมิ่งเหอเจ๋อระเบิดเสียงคำรามประดุจสัตว์ป่าที่ใกล้ตาย “ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้——”

 

ใครจะคิดว่าคนที่เลือดแทบจะแห้งเหือดร่าง จะยังสามารถพุ่งตัวออกมาได้อย่างดุดันเช่นนี้

 

ศิษย์ที่คุมตัวอยู่ถูกชนจนเซไปสองสามก้าว ก่อนจะกรูเข้าไปกดตัวเขาไว้ทันที

 

เมิ่งเหอเจ๋อดิ้นรนอย่างรุนแรง ดวงตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานอย่างน่าประหลาด

 

ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่าแย่แล้ว “ใจเย็นๆ!”

 

หากสร้อยลูกปัดหยกแดงสำแดงฤทธิ์ปกป้องนายในตอนนี้ ต่อหน้าสายตาคนนับร้อยในตำหนักคุมกฎ เมิ่งเหอเจ๋อคงไม่มีทางรอดชีวิตเป็นแน่

 

เจ้าถูกกดตัวมาทั้งคืนยังไม่ระเบิดอารมณ์ แล้วดันมาเป็นอะไรเอาตอนนี้?

 

“โครม!” ประตูใหญ่ถูกกระแทกเปิดออก ลมแรงพัดกระหน่ำเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นของศิษย์ที่ไปส่งสาร

 

“ท่านผู้นำนิกายมีคำสั่ง... เชิญซ่งเฉียนจีเข้าพบ! ออกเดินทางเดี๋ยวนี้!”

 

คนทั้งตำหนักต่างตกตะลึงพรึงเพริด!

 

 

นิกายฮวาเว่ยมีขุนเขานับร้อยตั้งตระหง่าน ทว่าที่มีชื่อเสียงจริงๆ มีเพียงหกยอดเขาเท่านั้น

 

เหมือนกับที่มีเจ้าของยอดเขาห้าคน แต่มีผู้นำนิกายเพียงคนเดียว

 

ยอดเขาหลักที่ผู้นำนิกายพำนักอยู่ พุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดิน ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลเมฆ ไม่ได้เชื่อมต่อกับยอดเขาอื่นรอบข้าง

 

หากไม่ได้รับอนุญาตให้กระบี่เหินหรือใช้ของวิเศษบินได้ เส้นทางที่จะมุ่งสู่ยอดเขาหลักจึงมีเพียงเส้นทางเดียว

 

ซ่งเฉียนจีกำลังเดินอยู่บนเส้นทางนั้น

 

เขาเดินตามศิษย์ส่งสารทั้งสองคน ก้าวขึ้นสู่สะพานหยกขาวทรงโค้งที่ยาวนับร้อยเมตร ทอดข้ามผ่านทะเลเมฆอันกว้างใหญ่

 

สะพานแห่งนี้มีนามว่า “สะพานซื่อสุ่ย” (สะพานสายน้ำที่รินไหล)

 

ใต้สะพานมีหมู่เมฆไหลวนประดุจสายน้ำที่พัดพาไปไม่หยุดยั้ง

 

ในที่สูงเช่นนี้ เดิมทีควรจะหนาวเหน็บถึงกระดูกและมีลมพายุหวีดหวิวที่พร้อมจะพัดคนให้ตกสะพานได้ทุกเมื่อ

 

ทว่าเพราะมีค่ายกลคุ้มครอง อุณหภูมิบนสะพานจึงกำลังสบาย มีความงามที่เงียบสงบของลมโชยจันทร์กระจ่าง และเงาไม้ที่เบาบาง

 

รอบกายไร้ผู้คน มีเพียงแสงจันทร์และแสงดาวเบื้องบนที่สาดส่อง ศิษย์ทั้งสองคนจึงเลิกวางท่า และอดไม่ได้ที่จะชวนซ่งเฉียนจีคุย

 

“เจ้ามาฝ่ายในครั้งแรกก็ได้ขึ้นยอดเขาหลักโดยตรง โชคดีจริงๆ นะ”

 

“โดยมียอดเขาหลักเป็นศูนย์กลาง รัศมีสิบลี้ล้วนเป็นค่ายกลทะเลเมฆาของนิกายฮวาเว่ยเรา! ทั้งใช้รวบรวมปราณวิเศษ ป้องกันในยามปกติ และสังหารศัตรูภายนอก สามคุณประโยชน์ในหนึ่งเดียว ชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย”

 

ซ่งเฉียนจีขานรับไปสองสามคำ ทั้งสองคนก็ยิ่งเล่าอย่างออกรสประดุจมัคคุเทศก์จอมพูดมาก

 

ทว่าเกี่ยวกับข้อความในกระดาษ พวกเขากลับไม่เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าไม่อยากรู้ แต่เป็นเพราะเกรงกลัวจะไปล่วงเกินความลับของท่านผู้นำนิกาย

 

เมื่อครู่ยามส่งกระดาษไปถึง ศิษย์รับใช้หน้าตำหนักเข้าไปรายงาน เพียงครู่เดียวก็เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วถามว่า

 

“ท่านผู้นำนิกายถามว่า พวกเจ้าเปิดดูแล้วหรือไม่?”

 

ทั้งสองคนรีบสาบานด้วยจิตเต๋าทันทีว่าไม่ได้เปิดดู

 

จนกระทั่งเดินออกมาจากยอดเขาหลักอย่างเลื่อนลอย แล้วหวนนึกถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากภายในตำหนัก ทั้งร่างก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น ราวกับเพิ่งผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง

 

ถึงได้รู้ว่าที่ซ่งเฉียนจีบอกว่า “ระหว่างทางอย่าแอบเปิดดูล่ะ เพื่อตัวพวกเจ้าเอง” นั้น เป็นความหวังดีต่อพวกเขาจริงๆ

 

ศิษย์ตัวสูงกล่าวว่า “สายน้ำไหลไปไม่หวนคืน กาลเวลาประดุจวารี ผ่านไปแล้วไม่หวนกลับ นามของสะพานซื่อสุ่ยเตือนใจให้พวกเราเห็นคุณค่าของเวลาและขยันบำเพ็ญเพียรในทุกวัน”

 

ศิษย์ตัวเตี้ยไม่เห็นด้วย “เชยสะบัด! เจ้าพูดได้เชยเกินไปแล้ว” เขาหันไปทางซ่งเฉียนจี เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้ครั้งแรก ไม่รู้สึกว่ามันแปลกประหลาดบ้างรึ? ไม่อยากตะโกนออกมาดังๆ บ้างหรือไง? ในใจไม่รู้สึกตื่นเต้นบ้างเลยหรือ?”

 

ซ่งเฉียนจีทำได้เพียงพยักหน้า “ข้าตื่นเต้นอยู่”

 

“บัดซบ! ทำไมข้าดูไม่ออกเลยสักนิด?”

 

“...”

 

ชาติก่อนซ่งเฉียนจีย่อมเคยมาที่นี่ แต่เขาไม่ได้เดินข้ามสะพานแห่งนี้

 

กฎระเบียบและจารีตส่วนใหญ่ในนิกายฮวาเว่ย หรือแม้แต่ในโลกใบนี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคนอย่างเขา

 

ในตอนนั้นเขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสี่คาบสมุทร ได้รับคำเชิญจากผู้นำนิกายนิกายฮวาเว่ย ‘ซวีอวิ๋นเจิ้นเหริน’ ให้มาสนทนาธรรม

(真人 Zhēnrén - เจิ้นเหริน แปลว่า มนุษย์ที่แท้จริง ผู้บรรลุเต๋า หรือผู้สูงส่ง)

ที่นี่จัดพิธีต้อนรับเขาอย่างยิ่งใหญ่ เสียงระฆังและกลองบรรเลงยาวนานถึงครึ่งวัน ซวีอวิ๋นเจิ้นเหรินนำเหล่าเจ้าของยอดเขาทั้งหมดมายืนรอรับเขาด้วยตนเองที่หน้าตำหนักเฉียนคุน

 

ส่วนซ่งเฉียนจีไม่เพียงแต่มาสาย ทว่ายังขี่เมฆาเหินหาวมาจนทำให้กระแสปราณของค่ายกลทะเลเมฆาปั่นป่วน ทำเอาปลาหลีห้าสีตกใจจนหงายท้องขาวโพลนไปหมด แต่คนเหล่านี้กลับไม่กล้าเอ่ยปากบ่นแม้แต่คำเดียว

 

หากในทะเลเมฆามีปราณวิเศษอุดมสมบูรณ์ ย่อมสามารถให้กำเนิดปลาหลีห้าสีได้

 

ปลาตัวน้อยที่เกิดจากปราณวิเศษและแหวกว่ายอยู่ในหมู่เมฆเหล่านี้ มีเกล็ดที่งดงามที่สุด

 

ยามต้องแสงตะวันจะสะท้อนแสงห้าสีประดุจรุ้งกินน้ำยามกระโดดพ้นทะเลเมฆ ยามต้องแสงจันทร์จะเปลี่ยนเป็นไร้สี ดูงดงามโปร่งแสงประดุจแก้วหลิวหลี

 

ครั้งแรกที่ซ่งเฉียนจีเห็นเขาไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากฟ้าดินเช่นนี้ถึงไม่กินลมดื่มน้ำค้าง ทว่ากลับต้องใช้เนื้อและเลือดสดๆ มาเป็นอาหาร

 

ต่อมาเขาจึงเข้าใจว่า ความงามอันสูงส่งทั้งหลายในโลกใบนี้ เบื้องล่างล้วนถูกค้ำยันไว้ด้วยกองกระดูกนับไม่ถ้วน

 

ประดุจวังวนบนก้อนเมฆ ณ ยอดเขานิกายฮวาเว่ยแห่งนี้ คนที่ก่อร่างสร้างอิฐสร้างหินเหล่านี้ขึ้นมาล้วนกลายเป็นธุลีดินไปนานแล้ว ทว่าคนที่เสวยสุขอยู่ที่นี่กลับสืบทอดกันมาเนิ่นนานนับพันนับหมื่นปี

 

“เจ้าตื่นเต้นจริงๆ รึ? ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้า... เจ้าไม่ได้...”

 

เสียงพูดหยุดชะงักลงกะทันหัน

 

ศิษย์ทั้งสองคนยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ราวกับถูกยันต์สะกดจุดไว้ ต่างอ้าปากค้างมองไปยังทิศทางเดียวกัน

 

ซ่งเฉียนจีมองตามสายตาของพวกเขาไป เห็นเงาร่างหนึ่งเดินมาจากอีกฟากของสะพาน

 

เป็นสตรีผู้หนึ่ง

 

เดินอยู่บนสะพานซื่อสุ่ยเดียวกัน ในยามวิกาลที่เงียบสงัด เมื่อเดินสวนกันย่อมต้องมองเห็น

 

ทว่าต่อให้เดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนนับหมื่น ก็ไม่มีใครที่จะมองไม่เห็นนาง

 

แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลงมา ทำให้ผิวพรรณของนางดูโปร่งแสงราวกับแก้ว ใบหน้าของนางประดุจดอกไม้หิมะที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต ไร้ซึ่งที่ติ

 

ยามเยื้องกรายชุดคลุมสีฟ้าน้ำทะเลไหวระริก ผ้าคลุมไหล่พริ้วไหว ราวกับนางจะเหินลมกลับสู่สรวงสวรรค์ไปในทันที

 

ปลาหลีห้าสีใต้สะพานสะบัดหางมุดลงสู่ก้นบึ้งของหมู่เมฆ คล้ายจะละอายแก่ใจที่ได้เห็นนาง

 

แต่ซ่งเฉียนจีเพียงปรายตามองแวบเดียวพลันขมวดคิ้วแน่น

 

เมี่ยวเยียนเหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่?

 

ยามที่ซ่งเฉียนจีเห็นเมี่ยวเยียน เมี่ยวเยียนก็เห็นเขาเช่นกัน

 

ปฏิกิริยาแรกของนางคือรู้สึกรำคาญ หากศิษย์นิกายฮวาเว่ยที่ดูเซ่อซ่าสองคนนั้นจู่ๆ เกิดตะโกนโหวกเหวก หรือตื่นเต้นจนตกสะพานไป นางก็คงจำเป็นต้องช่วย

 

และหากนางลงมือช่วย ย่อมจะนำพาความยุ่งยากตามมาอีกมาก

 

จากนั้นนางจึงมองเห็นซ่งเฉียนจีที่อยู่เบื้องหลังคนทั้งสอง

 

คนผู้นั้นสวมชุดคลุมเก่าๆ ตัวหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่คนที่ควรจะอยู่ที่นี่ ทว่ากลับมีท่าทางสงบนิ่งตามธรรมชาติ

 

แววตาของเขาราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตะลึงหรือความหลงใหล ปฏิกิริยาแรกกลับเป็นการขมวดคิ้วเสียด้วยซ้ำ

 

แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่เมี่ยวเยียนเชี่ยวชาญในการจับสังเกตสีหน้าอันละเอียดอ่อนของผู้คน นี่ไม่ใช่สัญชาตญาณแต่กำเนิด มันคือความสามารถที่ฝึกฝนมาในภายหลัง

 

สีหน้าของเขา ราวกับว่า... เห็นสิ่งของที่ไม่ควรจะมาวางอยู่ตรงนี้

 

ความจริงเมี่ยวเยียนรู้มานานแล้วว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบมองนาง

 

อย่างเช่นพวกนักพรตจากอารามจื่ออวิ๋น หรือหลวงจีนจากวัดหงเย่ แม้จะอยู่ในห้องเดียวกัน พวกเขาก็จะทำท่าทาง “มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน”

 

ราวกับว่ามีเพียงทำเช่นนั้น ถึงจะแสดงให้เห็นว่าจิตเต๋าของพวกเขามั่นคง มีพุทธะเหนือโลก ไม่ถูกรบกวนด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงาม

 

ทว่าคนผู้นี้ไม่ใช่ทั้งนักพรตหรือหลวงจีน ทั้งยังไม่มีตบะบารมีที่สูงส่งแต่อย่างใด

 

รูปร่างหน้าตาอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ควรจะเป็นช่วงวัยที่เยาว์วัยและจิตใจว้าวุ่นที่สุด

 

ศิษย์ฝ่ายนอกที่มีฐานะต่ำต้อยคนหนึ่ง เหตุใดเห็นนางแล้วต้องขมวดคิ้ว และเขามีสิทธิ์อะไรมาขมวดคิ้วใส่นาง

 

เมื่อความสงสัยบังเกิดขึ้น ในใจของนางจึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย

 

ทว่าบนใบหน้าของนางยังคงประดับรอยยิ้มจางๆ ดูเลือนลาง ท่วงท่ายังคงสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเช่นเดิม

 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า