Your Wishlist

พลิกตำนาน ปลาเค็มทะยานสวรรค์! (บทที่ 8 หนุ่มน้อยจนปัญญาจะเอ่ยคำ)

Author: NonameNovel

อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ

จำนวนตอน :

บทที่ 8 หนุ่มน้อยจนปัญญาจะเอ่ยคำ

  • 11/05/2569

บทที่ 8 หนุ่มน้อยจนปัญญาจะเอ่ยคำ

 

“พวกเจ้าคนไหนจะมาก็เหมือนกันนั่นแหละ”

 

จ้าวอวี๋ผิงพยักหน้ายิ้มรับด้วยความพึงพอใจยิ่ง เขาไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายกลับคำ รีบสาวเท้าเดินตรงไปยังแท่นสูงทันที

 

“อย่ามาแตะเก้าอี้ของข้า” จ้าวจี้เหิงปัดมือของเมิ่งเหอเจ๋อที่จับพนักเก้าอี้ออก ในที่สุดเขาก็ได้ยืดอกภาคภูมิใจเสียที

 

เมิ่งเหอเจ๋อไม่ถือสาหาความกับเขา เพียงแต่ประกาศก้องต่อหน้าฝูงชนว่า

 

“หากข้าโชคดีคว้าชัยชนะมาได้ โปรดให้ศิษย์พี่ซ่งได้เข้าสู่ฝ่ายในด้วยเถิด!”

 

“แค่ก แค่ก แค่ก!” ซ่งเฉียนจีสำลักด้วยความตกใจจนไอตัวโยน รีบโบกมือพัลวัน “ไม่ต้องก็ได้!”

 

ถล่มมารดามัน! ใครอยากเข้าฝ่ายในกัน เจ้าอย่ามาหาเรื่องแกล้งข้าสิ!

 

“เจ้าว่าอะไรนะ?!” จ้าวอวี๋ผิงหันขวับมาทันที แววตาคมกริบดุจใบมีดทิ่มแทงใส่เมิ่งเหอเจ๋อ

 

ผู้อาวุโสตำหนักคุมกฎบนแท่นสูงตวาดขึ้น “เหลวไหล! การทดสอบมีไว้เพื่อคัดเลือกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเข้าสู่ฝ่ายใน ไม่เคยมีธรรมเนียมประลองแทนกันมาก่อน”

 

เมิ่งเหอเจ๋อประสานมือคารวะไปยังแท่นสูง “หากวัดกันที่ตบะบารมีหรือคุณธรรม ศิษย์พี่ซ่งล้วนเหนือกว่าข้านับร้อยเท่า หากข้าทำได้ สำหรับเขาย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง เพียงแต่ยามนี้เขาบาดเจ็บ ไม่สะดวกจะประลองกับผู้ใด” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความยำเกรง ทุกถ้อยคำหนักแน่นทรงพลัง

 

“ศิษย์ยินดีประลองกับผู้สมัครทุกคนทีละคนขอรับ!”

 

เมื่อเมิ่งเหอเจ๋อกล่าวจบ ความอัดอั้นในอกพลันมลายหายไปสิ้น

 

ชั่วชีวิตคนเราต้องเอ่ยคำกี่มากน้อย ทั้งคำจริงคำลวง คำโกหกหรือคำเพ้อเจ้อ ทว่าเขาไม่เคยรู้สึกว่าคำพูดไหนจะทำให้เขารู้สึกสะใจได้เท่าคำนี้มาก่อน

 

นับแต่จากบ้านขึ้นเขามาเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกนิกายฮวาเว่ย เขามักจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ ทว่าผู้อื่นกลับน้อยนักที่จะมีโอกาสได้ช่วยเขา

 

เขาปรารถนาโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนอันรุ่งโรจน์ ปรารถนามิตรภาพที่จริงใจต่อกัน

 

แต่ความจริง ชีวิตกลับหม่นหมองน่าเบื่อหน่าย ดำเนินไปวันแล้ววันเล่าอย่างไร้ชีวิตชีวา มองไม่เห็นจุดหมาย

 

——จนกระทั่งตกหน้าผาพร้อมกับซ่งเฉียนจี!

 

สถานการณ์ในวันนี้บีบคั้นถึงเพียงนี้ หากข้ายังทนได้ วิชาความรู้ที่ศิษย์พี่ซ่งสอนสั่งมา ข้าก็คงไม่มีหน้าจะนำไปใช้อีกแล้ว!

 

เมิ่งเหอเจ๋ออยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น พิสูจน์ให้ตนเองเห็นว่า ศิษย์พี่ซ่งมองคนไม่ผิด ช่วยคนไม่ผิด และที่สำคัญที่สุดคือสอนคนไม่ผิด

 

จ้าวอวี๋ผิงพลันหัวเราะออกมา เป็นครั้งแรกในวันนี้ที่เขาหัวเราะอย่างจริงใจที่สุด

 

“ผู้อาวุโสทั้งสอง แม้เรื่องนี้จะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน ทว่ากฎเกณฑ์การทดสอบคัดเลือกในแต่ละปีล้วนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ยากนักที่จะเห็นศิษย์ฝ่ายนอกมีความกล้าหาญและเปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีเช่นนี้ ให้โอกาสเขาได้ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป?”

 

เมิ่งเหอเจ๋อแค่นยิ้มเย็น “ขอบพระคุณผู้ดูแลใหญ่จ้าวที่ช่วยส่งเสริม”

 

เมิ่งเหอเจ๋อบ้าไปแล้ว ใครที่ไหนจะเสนอตัวสู้ศึกต่อเนื่องด้วยตัวเองแบบนี้?

 

ทุกคนในลานประลองไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ยามนี้ต่างมีความคิดตรงกันอย่างน่าประหลาด

 

จ้าวจี้เหิงตะโกนแทนใจทุกคน “นี่! เจ้าเป็นบ้าอะไรไป? หรือว่าซ่งเฉียนจีวางยาเสน่ห์ควบคุมจิตใจเจ้าไว้รึ?!”

 

“ฝากดูแลศิษย์พี่ซ่งให้ดีด้วย”

 

เมิ่งเหอเจ๋อไม่อธิบายความใดเพิ่ม เพียงกำชับศิษย์ฝ่ายนอกที่ติดตามเขาอยู่ประโยคหนึ่ง แล้วจึงเดินมุ่งหน้าไปยังใจกลางลานกว้าง

 

เสียงของซ่งเฉียนจีดังกังวานขึ้นเบื้องหลังเขา “อย่าทำเช่นนี้เลย”

 

เมิ่งเหอเจ๋อหันกลับไป เห็นซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว คล้ายกำลังลำบากใจกับเรื่องบางอย่าง

 

ซ่งเฉียนจีปฏิเสธอย่างหนักแน่น

 

“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาทำแทนข้า เรื่องนี้มันไร้สาระ และไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด”

 

“ไม่! ศิษย์พี่ซ่ง ข้าต้องทำให้ได้!”

 

ซ่งเฉียนจีถอนหายใจ “งั้นเจ้าก็ค่อยๆ สู้ไปเถอะ ข้าสละสิทธิ์แล้ว ขอตัวกลับก่อนนะ”

 

เขาลุกขึ้นยืนกะทันหัน จ้าวจี้เหิงตกใจจนสะดุ้ง ราวกับเห็นคนเป็นอัมพาตลุกขึ้นมาเดินได้เอง

 

“จะ... เจ้าบาดเจ็บมิใช่หรือ? ทำไมถึง...”

 

“ข้าเจ็บที่แขนกับไหล่”

 

จ้าวจี้เหิงแทบสติแตก “งั้นขาก็ไม่ได้เป็นอะไรน่ะสิ?! แล้วตอนมาทำไมต้องให้ทั้งแบกทั้งหามกันมาด้วย ทำบ้าอะไรของพวกเจ้ากันเนี่ย?”

 

ซ่งเฉียนจีพูดทิ้งท้ายก่อนเดินจากไป “...ก็เจ้าอยากจะหามมาเองนี่นา”

 

เมิ่งเหอเจ๋อคาดไม่ถึงว่าซ่งเฉียนจีจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้

 

คนผู้นั้นไม่ได้ดีใจเลยสักนิด กลับดูเหมือนกำลังโกรธเสียด้วยซ้ำ

 

แต่เขาเชื่อว่าตนเองทำไม่ผิด เขาตะโกนเรียกศิษย์พี่ซ่งเบาๆ คล้ายมีคำพูดจะเอ่ย

 

ซ่งเฉียนจีไม่ใส่ใจ เดินฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าไปยังแสงตะวันและขุนเขาอันเขียวขจีภายนอกลานกว้าง

 

ราวกับว่าสิ่งที่เมิ่งเหอเจ๋อกำลังจะทำนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ยอมหยุดรอแม้เพียงอึดใจเดียว

 

เมิ่งเหอเจ๋อจึงไม่เอ่ยคำใดอีก หันหลังเดินแยกไปอีกทาง

 

“ขอเชิญทุกท่านชี้แนะด้วย!”

 

เสียงของเด็กหนุ่มดังก้องไปถึงหมู่เมฆ แววตามั่นคงเด็ดเดี่ยว

 

ในชั่วขณะนี้ แผ่นหลังของเขาดูองอาจดั่งขุนเขา ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด กลับดูอ้างว้างว้าเหว่อยู่บ้าง

 

 

เส้นทางบนเขาวกวนคดเคี้ยว แมกไม้หนาทึบ

 

ซ่งเฉียนจีเดินไม่เร็วนัก แต่ทุกก้าวล้วนเดินอย่างตั้งใจ

 

เขากำลังชมทัศนียภาพ มองดูต้นไหวโบราณสีเขียวขจีริมทาง มองดูเมฆขาวสะอาดตาบนท้องฟ้า มองดูนกนางแอ่นที่บินอย่างอิสระบนกิ่งไม้ มองดูดอกท้อที่สั่นไหวตามสายลมและยังมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว

 

เหล่าศิษย์ฝ่ายนอกมองเห็นสิ่งเหล่านี้มานับหมื่นครั้งจนชินชาและมองข้ามไป

 

ทว่าดวงตาของซ่งเฉียนจีกลับเป็นประกาย ราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งเคยออกมาเที่ยวฤดูใบไม้ผลิเป็นครั้งแรก

 

เส้นทางที่ควรเร่งรีบ เขาได้วิ่งไปจนสุดทางแล้วในชาติก่อน

 

ในเมื่อจะเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต งั้นก็ต้องเปลี่ยนวิธีเดินด้วย

 

ชมทัศนียภาพก็คือชมทัศนียภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้ทัศนียภาพมาจินตนาการถึงกระบวนท่ากระบี่หรือบ่มเพาะเจตจำนงกระบี่อีกต่อไป

 

นกน้อยขับขานรับวสันต์ สายน้ำไหลริน แสงแดดสดใส

 

ที่สุดปลายทางเขา กลุ่มเรือนพักกำแพงขาวหลังคาสีเทาพลันปรากฏขึ้นสู่สายตา

 

เรือนพักของศิษย์ฝ่ายนอก เมื่อมองจากภายนอกล้วนซอมซ่อไม่ต่างกัน

 

ทว่าเมื่อเดินเข้าไปใกล้ จึงจะรู้ว่าภายในนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละคน

 

ซ่งเฉียนจีพักอยู่ในห้องที่อยู่ลึกที่สุด ชัยภูมิเต่ำที่สุด การระบายน้ำและแสงแดดแย่ที่สุด

 

ยามใดที่ฟ้าฝนคะนอง น้ำมักท่วมทะลัก ภายในลานเล็กๆ มีน้ำขังประดุจทะเลสาบ บนผิวน้ำเต็มไปด้วยใบไม้ร่วงหล่น ลอยวนเวียนราวกับเรือลำน้อย

 

เขาไม่เคยจัดเก็บ และไม่เคยใส่ใจ หนึ่งคือไม่มีแก่ใจ สองคือไม่มีเวลาว่าง

 

เขาใช้วิถีชีวิตที่เกือบจะทรมานตนเองเพื่อบีบบังคับให้ตนมุ่งมั่นฝึกฝน เพื่อที่จะได้จากที่นี่ไปให้เร็วที่สุด

 

นี่คือช่วงอายุสิบห้าของเขา

 

ต้อยต่ำ แห้งแล้ง จืดชืด โดดเดี่ยว จมดิ่งอยู่ในโคลนตม

 

ประดุจกบในบ้อน้ำ มองเห็นเพียงท้องฟ้าที่สูงส่งเกินเอื้อม ต่อให้ยืดคอเขย่งเท้าเพียงใด ก็มิอาจมองเห็นพระราชวังบนยอดเขาได้

 

ประตูไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ซ่งเฉียนจีก้าวเท้าลงในหลุมน้ำพลางยิ้มส่ายหน้า

 

เขาถกแขนเสื้อขึ้น เหน็บชายชุดคลุมไว้ที่เอว หยิบไม้กวาดหัวล้านจากมุมกำแพงขึ้นมา แล้วกวัดแกว่งเป็นท่ากระบี่อย่างสง่างามสองสามครา

 

“เริ่มงานได้!”

 

ในโลกนี้มีวิชากระบี่ที่สง่างาม ทว่าไม่มีคนงานจิปาถะที่สง่างาม

 

กวาดใบไม้ร่วง ระบายน้ำขัง ปีนหลังคาซ่อมกระเบื้อง... ท่าทางของซ่งเฉียนจีดูไม่ชำนาญนัก ทว่ากลับมีความอดทนและละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังทำภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิต

 

กาลเวลาไหลผ่านไปตามซอกหลืบของเศษกระเบื้อง จากตะวันตรงหัวจนกระทั่งเงาเริ่มทอดยาว

 

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดสลัว ฝูงกาเริ่มบินกลับรัง

 

ขุนเขาที่สลับซับซ้อนในแดนไกลถูกปกคลุมด้วยแสงอัสดงสีส้ม ราวกับจะละลายกลายเป็นสายน้ำวสันต์ที่ต่อเนื่องกัน

 

แขนขวาของซ่งเฉียนจีบาดเจ็บ มีเพียงมือซ้ายที่คล่องแคล่ว แม้จะดูทุลักทุเลไปบ้าง ทว่าในใจกลับสงบและเป็นอิสระเสรี

 

เขารู้สึกเป็นอิสระเพียงใด ผู้คนที่มองเห็นเขาก็รู้สึกโกรธแค้นเพียงนั้น

 

ยามที่ศิษย์ทั้งหกคนเดินเข้ามาในลานเล็กๆ ของเขา ซ่งเฉียนจีกำลังถือพลั่วขุดดินอยู่

 

ลานเล็กๆ ที่คับแคบพลันเนืองแน่นไปด้วยผู้คน คนสุดท้ายถึงกับต้องนั่งยองๆ อยู่บนธรณีประตู แต่ก็ยังไม่วายจ้องเขม็งมาที่เขา

 

พวกเขาดูเหมือนฝูงไก่ชนที่กำลังโมโหจัดและขนลุกชัน

 

“ศิษย์พี่เมิ่งชนะแล้ว!” ศิษย์หญิงที่เป็นผู้นำเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นชา “เขาเพียงคนเดียว สู้ติดต่อกันถึงสามร้อยรอบ”

 

ผู้สมัครที่ตามมาภายหลังไม่ใช่ว่าสู้เขาไม่ได้ ทว่ากลับเลื่อมใสและยำเกรงจากใจจริง ถูกข่มขวัญด้วยท่าทางการต่อสู้แบบไม่คิดชีวิตของเขา จนไม่กล้าขึ้นลานประลอง

 

“อ้อ” ซ่งเฉียนจีไม่หันกลับมา มือที่ถือพลั่วก็ไม่ได้หยุด

 

เบื้องหลังมีเสียงสบถคำหยาบดังขึ้น เห็นได้ชัดว่าเหล่าไก่ชนถูกท่าทีของเขาทำให้โกรธจัด

 

“เขาบาดเจ็บหนักมาก ยามนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอฝ่ายนอก ก่อนจะสลบไปเขายังเป็นห่วงเจ้า กำชับให้มอบโอสถวิเศษขวดนี้แก่เจ้าด้วย”

 

ศิษย์หญิงนำโอสถวิเศษที่จ้าวอวี๋ผิงเคยมอบให้ก่อนหน้านี้ออกมา

 

ซ่งเฉียนจี “ไม่ต้อง…”

 

ใบหน้าอันงดงามของศิษย์หญิงบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ “เขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อเจ้านะ เจ้ากลับไม่คิดจะไปดูเขาแม้เพียงนิดเชียวรึ? หรือว่าเจ้าไร้น้ำใจจริงๆ ไม่ห่วงเขาเลยสักนิด? เขาเกือบจะ... สิ้นชื่อไปแล้วนะ!”

 

ประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนเกือบจะสะอื้น

 

พลั่วที่กำลังขุดดินหยุดลง ซ่งเฉียนจียังคงส่ายหน้า “ข้าไม่ห่วง”

 

เมิ่งเหอเจ๋อหัวแข็งดวงแข็ง ชาติก่อนตกหน้าผายังไม่ตาย รวบรวมฝ่ายมารก็ไม่ตาย จะมาตายเพราะน้ำมือศิษย์ฝ่ายนอกกลุ่มหนึ่งได้อย่างไร ถูกต้องไหม?

 

ห่วงเจ้าเด็กนั่น มิสู้ห่วงตัวเองดีกว่าว่าจะลงเขาได้เมื่อไหร่

 

เมิ่งเหอเจ๋อไม่มีทางไปปลูกผักกับเขาแน่นอน เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันให้มากความ

 

ซ่งเฉียนจีไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นพี่น้องต่อไป

 

ในสายตาของคนทั่วไป ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อเดิมทีไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

 

จู่ๆ เพียงชั่วข้ามคืนกลับยอมเป็นยอมตายแทนกันได้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจบอกไม่ถูก

 

“ข้าไม่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างพวกเจ้า แต่ศิษย์พี่เมิ่งเป็นคนจิตใจดีงาม บริสุทธิ์ผุดผ่อง มักถูกหลอกและถูกคนใช้ประโยชน์ได้ง่าย ข้าขอเดาว่า ตอนนี้เจ้าคงกำลังลำพองใจอยู่สินะ?” ศิษย์หญิงผู้นั้นเบิกตากว้าง โทสะทำให้พวงแก้มแดงระเรื่อดูงดงามยิ่งขึ้น

 

“แต่มโนธรรมของเจ้าไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ? ข้าเคยนึกว่าเจ้าเพียงแค่หยิ่งทะนง คิดไม่ถึงว่าเจ้ายังเจ้าเล่ห์เพทุบายอีกด้วย!”

 

ซ่งเฉียนจีหันกลับมาในที่สุด

 

ดูท่าทั้งหกคนนี้คงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเมิ่งเหอเจ๋อ จึงได้มาทวงความยุติธรรมแทนที่นี่

 

ซ่งเฉียนจีพิจารณาศิษย์หญิงผู้นำกลุ่ม จำได้รางๆ ว่านางชื่อโจวเสี่ยวอวิ๋น พอมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง นิสัยร่าเริงแจ่มใส และเป็นโฉมงามที่มีชื่อเสียงในฝ่ายนอก

 

น่าเสียดายที่เขาเคยชินกับใบหน้าของเมี่ยวเยียนเสียแล้ว จึงแยกแยะความงามไม่ออกมานานแล้ว

 

“ศิษย์น้องโจว เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” ซ่งเฉียนจีกล่าวอย่างสงบ “ข้าเองก็ไม่อยาก...”

 

“ถุย! เสแสร้ง!” คนที่นั่งบนธรณีประตูถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง จนเปื้อนพื้นที่ซ่งเฉียนจีเพิ่งกวาดสะอาด “ในที่สุดเจ้าก็ได้เข้าฝ่ายในไปฝึกเซียนสมใจ สมประโยชน์แล้วยังจะมาทำเป็นพูดดี!”

 

สีหน้าของซ่งเฉียนจีเย็นเยียบลง

 

พอพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็เริ่มมีโทสะขึ้นมาเหมือนกัน

 

ใครอยากเข้าฝ่ายใน? ใครอยากฝึกเซียน?

 

ข้าดูเหมือนคนที่สิ้นหวังในชีวิต หรือหมดศรัทธาในอนาคตขนาดนั้นเชียวรึ?!

 

“ตอนนี้ใครอยากให้เมิ่งเหอเจ๋อตายที่สุด?”

 

ซ่งเฉียนจีถามขึ้น

 

เสียงด่าทอหยุดกะทันหัน ทุกคนประสานสายตากับแววตาอันลุ่มลึกและเย็นชาของเขา ในใจพลันสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก

 

โจวเสี่ยวอวิ๋นขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

 

“เขาไปขัดผลประโยชน์ของใคร ทำใครเสียหน้า คนผู้นั้นย่อมอยากให้เขาตาย ยิ่งตอนนี้เขาบาดเจ็บหนักจนหมดสติ รอบกายไร้คนคุ้มกัน ไม่ว่าจะเจออันตรายใดย่อมไร้ทางขัดขืน” น้ำเสียงของซ่งเฉียนจีเริ่มนุ่มนวล คล้ายแฝงรอยยิ้ม

 

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาใช้ยาอะไร? ดื่มน้ำอะไร? นักพรตโอสถที่รักษาเขาแซ่อะไร? หากเขาอาการทรุดหนักจนตายในโรงหมอ นั่นย่อมเป็นการตายที่สมเหตุสมผลที่สุด”

 

โจวเสี่ยวอวิ๋นรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัว นางถอยหลังโดยสัญชาตญาณ

 

“คนที่อยากให้เขาตายที่สุดไม่ใช่ข้า แล้วพวกเจ้ามาเฝ้าข้าทำไม?”

 

ซ่งเฉียนจีก้าวไปข้างหน้าสองก้าว “จะรอให้ข้าเลี้ยงมื้อเย็นหรือไง?”

 

“เจ้า... เจ้านี่มัน...” บางคนยังคิดจะโต้เถียง แต่ถูกโจวเสี่ยวอวิ๋นยกมือห้ามไว้ “ช่างเถอะ ความปลอดภัยของศิษย์พี่เมิ่งสำคัญที่สุด”

 

กลุ่มคนยกพวกมาอย่างดุดัน ทว่ายามจากกลับเร่งรีบวุ่นวาย

 

ลานบ้านกลับคืนสู่ความเงียบเหงาอีกครั้ง มีเพียงเสียงขู่ทิ้งท้ายอย่างไร้น้ำยาแว่วผ่านกำแพงมา

 

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

 

ซ่งเฉียนจียิ้มบางๆ หยิบพลั่วขึ้นมาขุดดินต่อ

 

เฮ้อ... ยังเด็กกันจริงๆ พอโมโหเข้าหน่อยก็จนปัญญาจะสรรหาคำมาด่า

 

 

เมิ่งเหอเจ๋อก็ยังเยาว์วัยพอกัน และจนปัญญาจะเอ่ยคำพอกัน

 

“เจ้าไปเรียนวิชามารมาจากที่ใด?”

 

แรงกดดันอันมหาศาลแทบจะบดขยี้อวัยวะภายในของเขาให้แหลกลาญ ทว่าเขายังคงเม้มปากแน่น ไม่เอ่ยคำใดออกมา

 

ในฐานะผู้ชนะในการประลองทุกรอบ เขาควรจะได้รับคำอวยพรและการเฉลิมฉลองจากคนทั้งฝ่ายนอก

 

ทว่าจ้าวอวี๋ผิงกลับสั่งให้คนใช้แผ่นหยกบันทึกภาพ แอบบันทึกภาพการประลองของเขาทุกรอบเอาไว้

 

ทันทีที่การทดสอบสิ้นสุดลง ภาพเหล่านั้นก็ถูกส่งเข้าสู่ฝ่ายใน เพื่อให้ผู้อาวุโสแห่งตำหนักสอนวิชาผู้เชี่ยวชาญหมื่นเวทตรวจสอบ

 

ครึ่งชั่วยามต่อมา เมิ่งเหอเจ๋อถูกหามออกจากโรงหมอฝ่ายนอก และถูกคุมตัวมาสอบสวนที่ตำหนักคุมกฎ

 

“ใครสอนสิ่งเหล่านี้ให้เจ้า? สอนเมื่อใด?”

 

เมิ่งเหอเจ๋อมีสีหน้าเรียบเฉย ความเจ็บปวดรุนแรงทั่วร่างทำให้เขารู้สึกตัวบ้างสลับกับเลอะเลือนบ้าง

 

คำถามคาดคั้นจากศิษย์ตำหนักคุมกฎทิ่มแทงเข้าสู่โสตประสาท เสียงนั้นแว่วมาทั้งใกล้และไกล ประดุจเงาไม้ที่แตกสลายท่ามกลางแสงอัสดงนอกหน้าต่าง

 

เด็กหนุ่มยังคงกัดฟันแน่น

 

เขาไม่ยอมเอ่ยชื่อของซ่งเฉียนจีออกมา จึงทำได้เพียงจนปัญญาจะเอ่ยคำ

 

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป