อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
อยากอยู่นิ่งๆ เหมือนปลาเค็มตากแห้ง แต่ดันดวงดีจนสวรรค์สะเทือน! เรื่องราวของเซียนขี้เกียจที่อยากปลีกวิเวก แต่ต้องกลายเป็นผู้พิชิตแบบไม่ได้ตั้งใจ
บทที่ 1 มวลบุปผาในกระจก จันทราในวารี ตื่นจากฝันพลันว่างเปล่า
ยามหิมะโปรยปราย ซ่งเฉียนจีกำลังหนีเอาชีวิตรอด
เขากระบี่เหินข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ข้ามขุนเขานับหมื่นพนาลัยนับพัน จากมหาสมุทรทางตะวันออกสุดของทวีป หลบหนีไปยังทุ่งหิมะทางตะวันตกสุด
ศัตรูของเขาจึงหลั่งไหลจากทุกสารทิศมุ่งสู่ทุ่งหิมะ ราวกับคลื่นยักษ์ที่ถาโถม หมายจักจมเกาะโดดเดี่ยวให้สิ้นซาก
เรือเหาะและสมบัติวิเศษนานาชนิดพุ่งเต็มท้องฟ้า แสงรัศมีจากสมบัติวิเศษหลากสีสันสอดประสาน กลายเป็นม่านแสงอันวิจิตรตระการตา
หิมะขาวที่โปรยปรายทั่วฟ้า กลับถูกชะโลมด้วยแสงสีรุ้งอันพร่างพราย
การไล่ล่าโอบล้อมสังหารนี้ดำเนินมาสามวันสามคืน ฆ่าฟันจนฟ้าดินเสียสีสัน สองตาไร้แสงสุริยันจันทรา นับเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
เลือดของซ่งเฉียนจีใกล้จะแห้งเหือด เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด มีเพียงความหนาวเหน็บ
กระบี่บินคู่กายสั่นไหวเอียงเอน ในที่สุดก็แบกรับไม่ไหว ร่วงหล่นลงราวกับวิหคปีกหัก กระแทกพื้นหิมะจนฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ซ่งเฉียนจีคลานขึ้นจากพื้นหิมะ เมื่อกวาดตามองไปมา ทั้งฟ้าดินและแปดทิศล้วนเป็นศัตรู วงล้อมบีบกระชับเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว
ราวกับสรรพสิ่งในโลกล้วนหมุนวนรอบตัว หมุนจนเขาเวียนหัวตาลาย ทัศนวิสัยพร่าเลือน
เขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก แหงนหน้ามองฟ้าหัวเราะเยาะตนเอง
“เหอะๆๆ มากันเยอะจริงนะ ไม่ใช่มาเที่ยวงานวัดเสียหน่อย จำเป็นต้องขนาดนี้เชียวรึ?”
คำถามเดียวกันนี้ ผู้ที่มาสังหารเขาก็เคยถามเช่นกัน
“สี่สำนักเซียนร่วมมือกัน วางตาข่ายฟ้าดิน สามวันสามคืน เพียงเพื่อฆ่าคนคนเดียว ไม่เกินไปหน่อยหรือ?”
บนเรือเมฆาที่สูงที่สุดในขอบฟ้า เจตจำนงของผู้ริเริ่มการลงมือถูกถ่ายทอดลงมา
“ไม่เกินไป เพราะเขาคือซ่งเฉียนจีผู้ผ่านร้อยศึกมิเคยม้วย ขอเพียงให้โอกาสเขารอดชีวิตแม้เพียงนิด เขาก็สามารถหวนกลับมาทวงแค้นได้”
เหล่านักพรตไล่ล่าจนสิ้นแรงจนเริ่มสงสัยในชีวิต จึงได้เข้าใจว่าคำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องโป้ปด
“ซ่งเฉียนจีเป็นถึงมหาอำนาจ เหตุใดจึงเชี่ยวชาญวิชาหลบหนีเพียงนี้?! ภายในสามวัน พวกเราล้อมค่ายกลเจ็ดครั้งไม่สำเร็จ กลับถูกเขาฆ่าเปิดทางหนีไปได้ทุกครา”
“เหอะ! เจ้าคิดว่าเขาเกิดมาสูงศักดิ์หรือ? เดิมทีเขาเป็นเพียงนักพรตสันโดษไร้หัวนอนปลายเท้า หากหนีเอาตัวรอดไม่เป็น คงไปเกิดใหม่นานแล้ว!”
ซ่งเฉียนจีใช้กระบี่ยันพื้น เหยียดหลังตรง ในใจเขาสัมผัสได้รางๆ ว่า ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย
ไร้ทางขึ้นสวรรค์ ไร้หนทางลงดิน
ถึงคราวจนตรอก!
ลมแรงหิมะตกหนัก ฟ้าดินประดุจกรงขัง ใบหน้าของทุกคนพร่าเลือน ทว่าการแสดงออกบนใบหน้ากลับเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
เปี่ยมด้วยคุณธรรม ร่วมแรงร่วมใจกำจัดศัตรู
ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ใหญ่ และตื่นเต้นที่จะได้เห็นมหาอำนาจผู้หนึ่งต้องดับสูญ
สายตาของซ่งเฉียนจีกวาดมองใบหน้าทั้งที่คุ้นเคยและแปลกหน้า สีหน้าค่อยๆ สงบลง
เขาถาม “เมี่ยวเยียนอยู่ที่ใด? ข้าทำเองย่อมขอรับผิดชอบเอง พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องไปลำบากนาง”
ไม่มีผู้ใดตอบเขา
บุคคลอย่างซ่งเฉียนจี ต่อให้เป็นพยัคฆ์ตกยาก ใครจะรู้ว่ายังมีไม้ตายร้ายกาจใดก่อนตายอีกหรือไม่
เหล่านักพรตต่างขลาดกลัว หยุดฝีเท้าลงห่างออกไปยี่สิบกว่าจั้ง ไม่ก้าวเข้าไปอีก เพียงตะโกนข้ามม่านหิมะอันกว้างใหญ่ ทั้งเกลี้ยกล่อมทั้งด่าทอ
“ส่งมอบแจกันไร้มลทิน ส่งมอบน้ำพุนิรันดร์มา!”
“พฤกษาค้ำฟ้ากำลังจะตาย โลกใบนี้ถึงคราวล่มสลายแล้ว อย่าได้ดื้อรั้นอีกเลย!”
ท่ามกลางความวุ่นวาย พลันมีเสียงผีผาดังขึ้น เสียงนั้นสอดประสานทั้งหนักเบา ราวกับเสียงสะอื้นไห้ ทะลุผ่านลมหนาวและหิมะ กลบเสียงผู้คน ประดุจเสียงสวรรค์จุติสู่โลกมนุษย์
ท่วงทำนองลึกซึ้ง แฝงด้วยสัจธรรมแห่งเต๋า เหล่านักพรตต่างใจสั่นสะท้านจนต้องปิดปากเงียบ
เสียงผู้คนเงียบหาย เสียงลมและหิมะก็จางลง มีเพียงเสียงผีผาที่ยิ่งมายิ่งฮึกเหิม ยิ่งมายิ่งโศกเศร้า จนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน
ซ่งเฉียนจีชะงักไปครู่หนึ่ง พึมพำว่า “บทเพลงหนึ่งหน้ากองทัพ ‘ปาอ๋องถอดเกราะ’ ช่างบีบคั้นหัวใจนัก”
สายตาที่พร่าเลือนของเขาพลันเฉียบคม ทะลุผ่านฝูงชนไปยังต้นเสียง แล้วตวาดเบาๆ ว่า
“เมี่ยวเยียน ในเมื่อเจ้ามาแล้ว เหตุใดจึงไม่ปรากฏตัว!”
แม้ซ่งเฉียนจีจะถึงทางตัน แต่ยามตวาดออกไป ยังคงเปี่ยมด้วยบารมีที่เคยมองข้ามใต้หล้า ไร้ผู้ต่อต้านในอดีต
เสียงผีผาราวกับพบสายฟ้าฟาด หยุดลงกะทันหัน
เหล่านักพรตราวกับตื่นจากภวังค์
“ที่แท้แม่นางเมี่ยวเยียนมาถึงแล้ว!”
“แม่นางช่างเปี่ยมด้วยคุณธรรม หมายจะสังหารจอมมารผู้นี้ด้วยตนเอง!”
ฝูงชนวุ่นวายอยู่พักหนึ่งก่อนจะแยกออกเป็นสองทาง เผยให้เห็นรถม้าอันหรูหรา
สตรีผู้หนึ่งใช้นิ้วเรียวงามประดุจดอกกล้วยไม้ เลิกม่านโปร่งขึ้นเบาๆ
เมี่ยวเยียนอุ้มผีผาลงจากรถม้า เยื้องกรายอย่างแช่มช้า ชุดขาวกับผ้าคลุมไหล่พริ้วไหวตามลม ราวกับควันและหมอก
หลายคนลืมไปว่าตนอยู่ในสนามรบ เพียงจ้องมองนางด้วยความหลงใหล
ซ่งเฉียนจีถามเสียงเย็นชา “เจ้าก็มาเพื่อสังหารข้าด้วยหรือ?”
เมี่ยวเยียนกะพริบตาหยาดน้ำร่วงหล่นอย่างไร้เสียง
โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งโลกบำเพ็ญเพียร สมคำร่ำลือ นางงดงามเช่นนี้เสมอ ทุกรอยยิ้มและหยาดน้ำตาดูเหมือนจะถูกคำนวณมุมมองมาอย่างดี ไร้ที่ติ!
หยาดน้ำตานี้นับว่าเป็นเช่นกัน มันเปียกชุ่มขนตาที่งอนยาว ไหลผ่านนวลแก้มขาวประดุจกระเบื้องเคลือบ กระทบลงในใจของซ่งเฉียนจี
คำถามของเขาติดอยู่ในลำคอ บาดแผลทั่วร่างที่เคยชาหนึบ พลันเจ็บปวดรวดร้าวถึงกระดูก
น้ำเสียงของเมี่ยวเยียนนุ่มนวลและสั่นเครือเล็กน้อย “เฉียนจี ข้าขอโทษ”
แสงจากสมบัติวิเศษในมือเหล่านักพรต แผ่ขยายอยู่เบื้องหลังนาง ราวกับกองเพลิงที่ลุกโชน หรือราวกับแสงอัสดง
ซ่งเฉียนจีถูกความเจ็บปวดทรมานจนจิตใจฟุ้งซ่าน กลับหวนนึกถึงวันที่พบเมี่ยวเยียนครั้งแรก วันนั้นก็เป็นยามเย็นที่มีแสงอัสดงเช่นกัน
เขาเกิดในเมืองเล็กๆ ของปุถุชน เกิดมาด้วยกายหยาบ ช่วงชีวิตวัยเยาว์ยากจนแต่มีความสุข
จนกระทั่งนักพรตจากนิกายฮวาเว่ยมาทดสอบรากปราณเพื่อรับศิษย์ เขาจึงจากบ้านเกิดมาอย่างงมงาย เบียดเสียดกับเด็กและรุ่นเยาว์นับพันบนเรือเมฆา มุ่งหน้าสู่โชคชะตาที่มิอาจรู้ได้
ยามโพล้เพล้ ท้องฟ้าพลันมีแสงสีแดงพุ่งผ่านเหนือเรือเมฆา สาดส่องจนใบหน้าของทุกคนแดงฉาน
มีเด็กตะโกนด้วยความตื่นตระหนกว่าฟ้าไหม้ ทว่าศิษย์พี่ที่มารับกลับหัวเราะแล้วกล่าวว่า
“นั่นคือร่องรอยของรถม้าทองคำทมิฬของแม่นางเมี่ยวเยียน เล่ากันว่านางคือโฉมงามอันดับหนึ่งในโลกบำเพ็ญเพียร... พวกเจ้ายังเด็กเกินไป ยังไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ หากวันหน้ามีโอกาสได้เห็นนางสักครั้ง ย่อมถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว”
รถม้าทองคำทมิฬแหวกหมู่เมฆทิ้งรอยโค้งสีแดงจางๆ ไว้ ก่อนจะหายลับไปที่เส้นขอบฟ้า ตรงที่แสงอัสดงเข้มข้นที่สุด
ทุกคนบนดาดเรือเมฆาต่างแหงนหน้ามองด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความปรารถนา
ซ่งเฉียนจีย่อมเป็นหนึ่งในผู้ที่แหงนหน้ามอง
ก้าวแรกสู่เส้นทางเซียน ม่านของโลกใบใหม่เปิดออกต่อหน้าเขา เผยให้เห็นภาพร่างอันยิ่งใหญ่และงดงาม
ขี่เมฆาเหินหาว เดินทางนับพันลี้ในวันเดียว เหยียบย่ำขุนเขาและสายน้ำไว้ใต้ฝ่าเท้า ปุถุชนคนใดเล่าจะไม่ใจร้อนรุ่มและเกิดความฮึกเหิมหมื่นจั้ง?
ที่แท้ในโลกนี้ยังมีสิ่งที่สูงส่งและงดงามยิ่งกว่าเรือเมฆา นั่นคือโฉมงามอันดับหนึ่งนั่นเอง
เขาคิดว่า เขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอย รอวันแก่เจ็บตายไปอย่างไร้ค่าอีกต่อไป
เกิดมาต้องเป็นผู้บำเพ็ญเซียน แต่งงานต้องแต่งกับนางเซียนเมี่ยวเยียน!
ผู้คนนับล้านต่างเคยเพ้อฝันเช่นนี้ ทว่าสิ่งที่ต่างจากเด็กหนุ่มช่างฝันคนอื่นคือ ซ่งเฉียนจีทำได้จริง
เดิมทีเขาเป็นเพียงผู้มีรากปราณปลอมๆ ที่ไร้ประโยชน์ เข้าสู่ศิษย์ฝ่ายในไม่ได้แต่ไม่ยอมลงจากเขา ยอมทนลำบากทำงานจิปาถะในฝ่ายนอกอยู่หลายปี ต่อมาเพื่อแย่งชิงสิทธิ์เข้าฝ่ายใน เขาถูกคนวางแผนใส่ร้ายจนต้องโทษประหาร เขาจึงหนีตายและกลายเป็นนักพรตสันโดษ
นักพรตสันโดษไร้ที่พึ่งพิง ใครๆ ล้วนสามารถเหยียบย่ำได้ เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูทำได้เพียงวัดกันที่ใครจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากกว่า ใครจะใจคออำมหิตกว่า
เขาบุกภูเขาหลิวหวังหกครั้ง สังหารในหุบเขาโลหิตเจ็ดหน สำรวจเขตเร้นลับทะเลมรณะแปดครา ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน จึงได้มีตบะบารมีเช่นในวันนี้
โชคชะตาหมุนเวียน ร้อยปีผ่านไปในชั่วพริบตา ซ่งเฉียนจีร้อยศึกมิเคยม้วย บรรลุถึงขั้นมหาอำนาจแปลงเทวะ
นิกายฮวาเว่ยที่เคยออกคำสั่งไล่ล่าเขา กลับเสื่อมถอยลงและมาขอให้เขาอภัย
แม่นางเมี่ยวเยียนที่เคยเมินเฉยต่อเขา กลับกำหนดวันหมั้นหมายและปรนนิบัติเขาอย่างอ่อนโยน
ผู้นำนิกายและผู้อาวุโสของสำนักใหญ่ต่างๆ แม้ในใจจะดูแคลนที่เขาเป็นนักพรตสันโดษ แต่เบื้องหน้ากลับยำเกรงเขา แย่งชิงกันเชิญเขาไปเป็นแขกผู้มีเกียรติ
ฐานะ พลัง อำนาจ โฉมงาม สิ่งที่โชคชะตาไม่เคยมอบให้ เขาช่วงชิงมาด้วยตนเองทั้งสิ้น
ชีวิตของซ่งเฉียนจีมาถึงจุดสูงสุด ทว่าโชคชะตาของโลกบำเพ็ญเพียร หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์มนุษย์กลับสวนทางกัน
มหันตภัยครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน
ในช่วงปีที่ผ่านมา ลมปราณฟ้าดินเริ่มแห้งเหือด แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ภูเขาถล่มทะเลคลั่ง เหล่านักพรตต่างตกอยู่ในความหวาดกลัว
ณ สุดขอบทวีป “พฤกษาค้ำฟ้า” ที่ค้ำจุนสวรรค์กำลังจะสิ้นอายุขัย หากรากของพฤกษาค้ำฟ้าขาดสะบั้น ยอดไม้แห้งตาย ทวีปจะปริแตก ท้องฟ้าจะถล่มลงมา
ซ่งเฉียนจีพยายามอย่างยากลำบากจนขึ้นมาถึงจุดสูงสุด ยังไม่ทันได้เสวยสุข โลกกลับจะพินาศเสียแล้ว?
เรื่องนี้เขาไม่ยอม เขาจะกอบกู้โลก!
ผู้ที่เก่งกว่าเขายังคงปิดด่านบำเพ็ญ ผู้ที่อ่อนแอกว่าเขาก็ไม่มีความสามารถพอจะออกหน้า
เขาจึงเรียกร้องให้ผู้บำเพ็ญทุกสำนัก วางความแค้นในอดีต ละทิ้งความบาดหมาง เพื่อก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน
เขาพลิกตำราโบราณนับไม่ถ้วน ไปเยือนเขตเร้นลับโบราณซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อค้นหาวิธีกอบกู้โลก ความพยายามไม่สูญเปล่า เขาบุกเดี่ยวเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลมรณะ และนำ “น้ำพุนิรันดร์” ที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิตอันมหาศาลกลับมาได้ โดยเก็บไว้ในแจกันไร้มลทินที่เขาหลอมขึ้นเอง
นี่คือความหวังสุดท้ายที่จะชุบชีวิตพฤกษาค้ำฟ้า และเป็นจุดเปลี่ยนสุดท้ายของโชคชะตาเผ่าพันธุ์มนุษย์
ยามที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ทุกคนต่างมองซ่งเฉียนจีเป็นผู้กอบกู้ และยอมทำตามเขาทุกอย่าง
ทว่าเมื่อเริ่มเห็นหนทางรอด แต่ละฝ่ายก็เริ่มมีเจตนาแอบแฝง ผู้คนเริ่มหวาดระแวงเขา คาดเดาแรงจูงใจของเขา
ข่าวลือเริ่มแพร่สะพัดจากที่ใดไม่ทราบ ว่าซ่งเฉียนจีจะใช้น้ำพุนิรันดร์ในแจกันไร้มลทิน สร้างโลกใบเล็กของตนเองขึ้นมา เพื่อเป็นผู้สร้างและผู้ปกครองในโลกนั้น โดยไม่สนใจความเป็นตายของโลกใบนี้
“ซ่งเฉียนจีอาศัยว่าตนเป็นนักพรตสันโดษ มักทำตัวลึกลับตามใจชอบ เขาจะยอมเสียสละตบะบารมีเพื่อหาน้ำพุนิรันดร์โดยไม่หวังผลตอบแทน เพียงเพื่อช่วยโลกจริงๆ หรือ?”
“ถูกต้อง เดิมทีเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้มาซึ่งวันนี้ ข้าคิดมานานแล้วว่าเขาเจตนาไม่ดี มีแผนการอื่น พวกเราถูกหลอกใช้ นับเป็นเพียงหมากของเขาเท่านั้น”
ผู้คนต่างตื่นตระหนก จากความสงสัยกลายเป็นความโกรธแค้น
เมื่อมีผู้ไม่หวังดีคอยเติมเชื้อไฟ วางแผนยุแยง จึงเกิดการไล่ล่าโอบล้อมครั้งประวัติศาสตร์นี้ขึ้น โลกบำเพ็ญเพียรรวมตัวกันเป็นหนึ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมตะโกนคำขวัญว่า
“ฆ่าซ่งเฉียนจี ชิงน้ำพุนิรันดร์ ช่วยโลกช่วยตนเอง!”
ซ่งเฉียนจีมีประสาทสัมผัสที่เฉียบแหลม ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายจนเกินแก้ไข เขาได้รับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างแล้ว
บาดแผลจากการบุกทะเลมรณะยังไม่หายดี ทางเลือกที่ดีที่สุดคือส่งมอบแจกันไร้มลทินออกไป เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีเจตนาแอบแฝง และยังสามารถวางภาระเพื่อไปปิดด่านรักษาตัว
ทว่าไม่ว่าสมบัติกอบกู้โลกจะส่งให้ใคร เขาล้วนไม่ไว้ใจทั้งสิ้น เขาเชื่อมั่นเพียงตนเองเท่านั้น
เขาเหินกระบี่ฝ่าวงล้อม หมายจะไปยังพฤกษาค้ำฟ้าที่สุดขอบทวีป เพื่อทำภารกิจนี้ให้สำเร็จด้วยมือตนเอง
น่าเสียดายที่ล้มเหลวในก้าวสุดท้าย ถูกสกัดไว้ที่ทุ่งหิมะ และได้ฟังเพลง “ปาอ๋องถอดเกราะ” ไปครึ่งบท
เมื่อเมี่ยวเยียนเห็นซ่งเฉียนจีนิ่งเงียบไป นางจึงสูดหายใจลึกและกล่าวเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “ขอเพียงท่านส่งแจกันไร้มลทินให้ข้า ข้ายินดีใช้จิตเต๋าเป็นเดิมพัน รับรองว่าท่านจะปลอดภัย! วันนี้ใครที่คิดจะสังหารท่าน ล้วนเป็นศัตรูของข้า”
“คำพูดนี้ใครสอนให้เจ้าพูด?” ซ่งเฉียนจีมองฟ้า เห็นเรือเหาะเหล่านั้นยังคงลอยเด่นอยู่เบื้องบน จึงหัวเราะออกมา “ชีวิตของข้า ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ต้องให้คนอื่นมาคุ้มครอง?”
เลือดอุ่นจากบาดแผลเริ่มแข็งตัว ความไม่ยินยอมและความคับแค้นใจทั้งหลายต่างมลายไปกับลมหนาวและหิมะ เขาเพียงรู้สึกขบขัน
ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี!
ซ่งเฉียนจีแหงนหน้าหัวร่อดังลั่น เสียงนั้นก้องกังวานจนหิมะบนหน้าผาไกลๆ ร่วงหล่นลงมา
“ทั้งชีวิตข้าใช้เล่ห์เหลี่ยมร้อยพัน คนไม่เชื่อข้า ข้าไม่เชื่อคน เดินมาถึงจุดนี้ล้วนเป็นผลกรรมที่ข้าก่อเอง ไม่โทษผู้ใด... ทว่าการกอบกู้โลกนี้ ข้าถามใจตนเองแล้วไร้ความละอาย คำพูดนี้กล้าประกาศต่อฟ้าดิน ไม่เกรงกลัวผีสางเทวดา!”
เขาหัวเราะไปพลางกระอักเลือดไปพลาง เลือดชุ่มโชกชุดคลุม ดูน่าสยดสยองสุดขีด
เขาเกิดมาหน้าตาหล่อเหลา ยามนี้ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากบางเปื้อนเลือด ผมดำและชุดคลุมสีดำปลิวไสวตามลม ดูมีความงามที่เยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัว
เหล่านักพรตต่างถอยหลังไปหลายก้าวโดยมิได้นัดหมาย ในใจรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากหรือไม่กล้าสบตากับเขา
เมี่ยวเยียนน้ำตานองหน้า อยากจะพูดแต่ก็หยุดไว้
ซ่งเฉียนจีหยุดหัวเราะ สีหน้ากลายเป็นสงบอ่อนโยน
“ข้าคิดว่ามีพลังย่อมต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้ มีน้ำพุนิรันดร์ก็จะช่วยพฤกษาค้ำฟ้าได้ ข้าคิดผิดไปแล้ว วิธีการผ่านพ้นมหันตภัย มิได้อยู่ที่อาวุธเทพ มิได้อยู่ที่ตบะบารมี วันนี้ข้าพ่ายแพ้ พ่ายแพ้ให้แก่ใจคน”
“หลังข้าตาย ใต้หล้าจักวุ่นวาย มรดกวิชาของข้าถูกซ่อนไว้ระหว่างทางที่หลบหนี จงไปตามหาเถิด ยามบ้านเมืองวุ่นวายย่อมเกิดวีรบุรุษ หวังว่าจะมีสักคนที่กอบกู้สถานการณ์ที่กำลังล่มสลาย เป็นคนที่ผู้คนต่างมุ่งหวังและคู่ควรอย่างแท้จริง!”
สีหน้าของเมี่ยวเยียนพลันเปลี่ยนไป นางลืมกิริยาอาการและกรีดร้องออกมา “ไม่!”
สิ้นเสียงนี้ เสียงระเบิดกัมปนาทพลันสะเทือนเลื่อนลั่น แสงเจิดจ้าสว่างวาบไปครึ่งค่อนฟ้า
ซ่งเฉียนจีระเบิดตัวเองตาย!
ตบะบารมีทั้งชีวิตของเขากลายเป็นหิมะมงคลร่วงหล่นสู่ผืนดิน มอบความชุ่มชื้นแก่สรรพสัตว์
การไล่ล่าดำเนินมาสามวันสามคืน หิมะก็ตกต่อเนื่องยาวนานสามวันสามคืนเช่นกัน เมื่อท้องฟ้ากลับมาแจ่มใส ในฟ้าดินคล้ายยังมีเสียงแว่วกังวาน—
“เป็นคนที่ผู้คนต่างมุ่งหวังและคู่ควรอย่างแท้จริง”
…
ซ่งเฉียนจีเดิมทีคิดว่าตายแล้วทุกอย่างย่อมว่างเปล่า ทว่าหลังจากความเจ็บปวดรุนแรง เขายังคงรู้สึกถึงการดำรงอยู่ของจิตสำนึก
มืดมิด ว่างเปล่า ไร้ขอบเขตและกาลเวลา นี่คือโลกหลังความตาย หรือว่าเขายังไม่ตาย?
เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งดังขึ้น กระทบเข้าสู่สมองราวกับกระแสไฟฟ้า
“ซ่งเฉียนจีผู้เป็นจอมคนมาทั้งชีวิต กลับจบชีวิตอย่างไม่สวยงาม มรดกอันมหาศาลที่เขาซ่อนไว้ระหว่างการหลบหนีในทะเลหิมะอันกว้างใหญ่ ได้กลายเป็นบันไดขั้นแรกในการก้าวสู่เส้นทางเซียนของเว่ยเจินอวี้ การเดินทางของวีรบุรุษผู้กอบกู้โลก เว่ยเจินอวี้ เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้...”
ซ่งเฉียนจี “เดี๋ยวก่อนนะ?”
เสียงเย็นเยียบนี้ชะงักไป “เจ้าได้ยินข้าพูดด้วยหรือ?”
ซ่งเฉียนจี “...ข้าไม่ควรได้ยินรึ?”
เสียงนี้ตะกุกตะกัก “ดูเหมือนว่า เอ่อ… น่าจะไม่ค่อยควรเท่าไหร่ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนคุยกับข้าน่ะ”
อย่างไรเสียซ่งเฉียนจีก็เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่มามาก เขาพยายามทำใจให้สงบ “เจ้าคือเจตจำนงแห่งสวรรค์รึ?”
“ไม่ใช่ ข้าคือเสียงบรรยาย แก่นแท้ของโลกใบนี้คือเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ข้าคือเสียงบรรยายของเรื่องราวนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ซ่งเฉียนจีเงียบไป
เครื่องมือที่ตายไปแล้วกับเสียงบรรยายที่มองไม่เห็น ต่างนิ่งเงียบใส่กัน
ซ่งเฉียนจีคิดว่า “เสียงบรรยาย” นี้ไม่ใช่คนไม่ใช่สิ่งของ น่าจะเป็นจิตวิญญาณบางอย่าง คำพูดคล้ายกับมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ของเขาในตอนนี้ แล้วควรจะหยั่งเชิงอย่างไรดี... ไม่สิ ข้าตายไปแล้ว ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว งั้นจะกลัวอะไรอัก ถูกต้องไหม?
เขาถามออกไปอย่างไม่เกรงใจ “ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?! ต่อให้เป็นเรื่องราว หลังจากข้าตายแล้วเป็นอย่างไรต่อ?”
เสียงบรรยายสะดุ้งตกใจ พึมพำเบาๆ “เจ้าดูเอาเองเถอะ”
แสงริบหรี่นับไม่ถ้วนสว่างขึ้น เมื่อมองดูใกล้ๆ คือภาพเหตุการณ์ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า รวมตัวกันเป็นสายน้ำแห่งกาลเวลาอันรุ่งโรจน์ ไหลผ่านต่อหน้าเขา
ซ่งเฉียนจีได้เห็นเศษเสี้ยวของอนาคตนับไม่ถ้วน
ยามเขายังมีชีวิต ผู้คนไม่เชื่อถือเขา พอเขาเลิกทำและตายจากไปจริงๆ ทุกคนกลับนึกถึงความดีของเขา และสู้รบกันเองโดยอ้างว่าจะแก้แค้นให้เขา
นักพรตระดับล่างและปุถุชนต่างลำบากแสนสาหัส พวกเขาถือเอาคำสั่งเสียของเขาเป็นคำพยากรณ์ เฝ้ารอ “ผู้กอบกู้” ปรากฏตัว
ยามมหันตภัยมาถึง นักพรตผู้หนึ่งนามว่าเว่ยเจินอวี้ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาพบมรดกที่ซ่งเฉียนจีทิ้งไว้ พลิกผันสถานการณ์ ชุบชีวิตพฤกษาค้ำฟ้า ยุติหายนะในโลกมนุษย์ จากนั้นก็ก้าวสู่ตำแหน่งสูง แต่งงานกับเมี่ยวเยียน เสวยสุขจากเครื่องสักการะของราษฎรนับหมื่น และทะยานสู่สวรรค์
ซ่งเฉียนจียืนอยู่หน้าสายน้ำแห่งกาลเวลา จากความตกใจ กลายเป็นความโกรธแค้น และสุดท้ายคือความเงียบงัน
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือ ทำไมผ่านไปสิบปีหลังจากเขาตาย โฉมงามอันดับหนึ่งยังคงเป็นเมี่ยวเยียน?
รสนิยมความงามของโลกบำเพ็ญเพียรช่างไม่มีการพัฒนาเอาเสียเลย
ปฏิกิริยาที่สองคือ เว่ยเจินอวี้ผู้นี้โผล่มาจากไหน?
ยามเขายังมีชีวิต คนผู้นี้ไร้ชื่อเสียง หลังจากเขาตาย คนผู้นี้กลับชื่อเสียงโด่งดัง วาสนาทั้งปวงรวมอยู่ที่ตัว ออกจากบ้านก็ต้องมีสมบัติร่วงใส่ เขาอาจจะไม่เอา แต่สวรรค์ไม่ยอมไม่ให้ เจ้าหมอนี่จะเรียกว่า “ผู้กอบกู้” ได้อย่างไร ควรเรียกว่า “ราชาชุบมือเปิบ” เสียมากกว่า
ซ่งเฉียนจีอดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบออกมา
เสียงบรรยายปลอบเขา “สุภาพหน่อย โลกนี้มีพระเอกได้เพียงคนเดียว มวลมนุษย์ที่เหลือมีไว้เพื่อมอบประสบการณ์ชีวิตให้เขา เจ้าเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่ดีมาก”
ซ่งเฉียนจี “ข้าดิ้นรนมาทั้งชีวิต สุดท้ายก็เพื่อเป็นแค่อุปกรณ์ประกอบฉากหรือ?”
เสียงบรรยาย “มีคนตั้งเท่าไหร่ที่อยากเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก แต่ยังไม่มีโอกาสเลย!”
ซ่งเฉียนจีระงับความโกรธ “ช่างเถอะ ไม่ดูแล้ว ทุกอย่างล้วนว่างเปล่า รีบส่งข้าไปเกิดใหม่เสียที”
เสียงบรรยายกล่าวเสียงเบา “ขอโทษด้วย ในเรื่องนี้ไม่มีการตั้งค่า ‘ให้ใครไปเกิดใหม่’ ข้าทำไม่ได้ ในเมื่อเจ้าไปเองไม่ได้ งั้นเรามาอยู่ด้วยกันแก้ขัดไปก่อนเถอะ”
ซ่งเฉียนจีสะบัดแขนเสื้อด้วยความโกรธ “ใครจะไปอยู่กับเจ้า!”
...
ไม่นานนัก ซ่งเฉียนจีก็เปลี่ยนคำพูด
เขานอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มปูด้วยขนสัตว์ แทะเมล็ดแตงโม กินขนมหวาน และสั่งเสียงบรรยาย “ขอผลไม้เพิ่มหน่อย องุ่น ลิ้นจี่ เชอร์รี่ เอาแบบแช่เย็นนะ”
เรื่องที่ไม่มีการตั้งค่าไว้ เสียงบรรยายทำไม่ได้ แต่เรื่อง “อาหารการกินและเครื่องใช้” ล้วนมีการตั้งค่าไว้ เสียงบรรยายจึงทำได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวในสายน้ำแห่งกาลเวลาให้ดูไม่รู้จบ มีเสียงบรรยายคอยชวนคุยไร้สาระ ไม่ต้องสู้รบแย่งชิงลาภยศ ไม่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจคิดคำนวณจนหัวล้าน
พอเริ่มยอมรับการตั้งค่าแบบนี้ ชีวิตก็ช่างสุขสบาย ต่อให้ให้เขาต้องทะยานสู่สวรรค์ หลายเป็นเทพเป็นเซียน เขาก็ไม่ยินยอมแลก!
พอดูไปมากๆ แม้จะเห็นตนเองในอดีต ก็เหมือนดูเรื่องราวของคนอื่น นอกจากจะไม่สงสารแล้ว ยังสามารถเยาะเย้ยได้อย่างไม่ไว้หน้า
เมื่อเห็น “ซ่งเฉียนจี” วัยสิบสามปี ไม่ยอมจ่ายค่าคุ้มครองให้ฝ่ายนอก จนถูกตีจนกระอักเลือดเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง
“เจ้ามันป่วยหรือไง ใครสั่งให้เจ้าหัวแข็งดื้อรั้น เจ้ามีกี่หัวกันเชียว?”
เมื่อเห็น “ซ่งเฉียนจี” วัยสิบสี่ปี ดูของไม่เป็น ถูกคนหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว
“เจ้ามันโง่เง่า เรื่องดีๆ อย่างการชุบมือเปิบจะมาถึงตัวเจ้าได้ยังไง เพียงเพราะหน้าเจ้าขาวกว่าคนอื่นหรือ?”
เมื่อเห็น “ซ่งเฉียนจี” วัยสิบห้าปี ที่เริ่มทิ้งความโง่เขลาไร้เดียงสาไปแล้ว เขาเชิญสหายมาชมจันทร์สนทนาที่ริมหน้าผา เบื้องหน้ายิ้มแย้มพูดคุย ทว่าในใจกลับกำลังต่อสู้กับตนเองอย่างหนัก
ในคืนเดือนมืดลมแรง ท่ามกลางหุบเหวที่ลึกสุดหยั่ง เขากัดฟันยื่นมือออกไปหาแผ่นหลังของสหาย อดไม่ได้ที่จะสั่นเทา
ซ่งเฉียนจีที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมตะโกนด่า “อวดฉลาด! โควตาเข้าฝ่ายในถูกกำหนดไว้แล้ว ขาดเขาไปคนหนึ่งก็ไม่ถึงคิวเจ้าหรอก ผลักเขาไปคนหนึ่ง วันหน้าเจ้าจะมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น ทำได้เพียงเดินบนเส้นทางสายมืดมนนี้ไปจนสุดทาง กลับตัวไม่ได้อีกแล้ว!”
เขาพูดด้วยความตื่นเต้น และยื่นมือออกไปโดยสัญชาตญาณหมายจะขัดขวาง
ปลายนิ้วทะลุผ่านภาพเหตุการณ์ สายน้ำทั้งสายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพที่แตกสลายหมุนวน กลายเป็นวังวนขนาดใหญ่ครอบลงมา
ซ่งเฉียนจีรู้สึกหายใจลำบาก โลกหมุนเคว้ง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตั่งนุ่มหายไป ผลไม้หายไป เสียงบรรยายหายไป ลมเย็นยามค่ำคืนที่ห่างหายไปนานพัดผ่านหน้าผากเขา เขาได้ยินเสียงคลื่นในป่าเขา ได้กลิ่นแมกไม้และดินโคลน
“อ๊าก!!” สหายวัยเยาว์กำลังร่วงหล่นสู่ก้นเหวอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงกรีดร้องอันโหยหวน
ส่วนเขายืนอยู่ริมหน้าผา ยังคงอยู่ในท่าทางยื่นมือผลักคน และมีสีหน้าที่สับสนวุ่นวาย
นี่คือบันไดขั้นแรกบนเส้นทางเซียนอันยาวไกลของซ่งเฉียนจีในชาติก่อน
ดวงดารานับล้านจ้องมองเขาอย่างเย็นชา หุบเหวที่ไร้ก้นบึ้งจ้องมองเขา รอดูเขาเริ่มต้นจากจุดนี้ ก้าวสู่เส้นทางที่หล่อเลี้ยงด้วยเลือดและไฟที่ไม่มีวันหวนกลับ
ซ่งเฉียนจีได้สติด้วยความตระหนก เขามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะแหงนหน้าด่าฟ้า “ถล่มมารดาเจ้า!”
เขากระโจนลงสู่หุบเหวตามไป