เราสองคนกอดจูบนัวเนียตรงประตูห้อง ร่างอ้อนแอ้นของโบกี้บิดส่ายไปมาอยู่ในอ้อมกอดของผม เธอส่งเสียงครางมีความสุขออกมาไม่หยุด ร่างของเธอกระตุกสะท้านทุกครั้งที่ผมตะปบมือลงไปขยำยิ่งทวีความหื่นกามขึ้นเรื่อย
เราสองคนกอดจูบนัวเนียตรงประตูห้อง ร่างอ้อนแอ้นของโบกี้บิดส่ายไปมาอยู่ในอ้อมกอดของผม เธอส่งเสียงครางมีความสุขออกมาไม่หยุด ร่างของเธอกระตุกสะท้านทุกครั้งที่ผมตะปบมือลงไปขยำยิ่งทวีความหื่นกามขึ้นเรื่อย
อย่างน้อยเราก็นัดคุยกันในร้านกาแฟหลังมหาวิทยาลัยที่คนเยอะพอควร ผมไม่คิดว่าไอ้โป้งมันจะบ้าเลือดทำอะไรผมในที่แบบนั้น แต่ถึงมันจะบ้าเลือดขึ้นมา ลูกผู้ชายแบบผมก็ไม่มีทางกลัวมันหรอก ผมเองก็มีมือมีตีน อย่างดีผมก็แค่ต้องแสดงพละกำลังขาออกมาสักหน่อย วิ่งหนีซิครับจะรออะไร ... ก็ใครจะอยู่ให้กระทืบง่าย ๆ ล่ะครับ อยากกระทืบก็ต้องเหนื่อยวิ่งไล่ตามกันหน่อย แล้วลองดูว่าใครจะอึดกว่ากัน
ถ้าแผนข้างต้นยังไม่พอ ผมยังมีแผนสุดท้ายเป็นท่าไม้ตาย ซึ่งก็คือแว่นวิเศษที่มีพลังชาร์จอยู่เต็มที่ ถ้าถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ผมก็เอาแว่นผมนี่แหละจิ้มตามัน ... เอ่อ ล้อเล่นครับ ... ถ้ามีปัญหาผมก็จะใช้ความสามารถของแว่นควบคุมไอ้โป้งมันเสียก็น่าจะจบเรื่องได้ ถึงผมจะไม่อยากเสียพลังงานอันมีค่ามากมายมหาศาลของแว่นไปใช้กับผู้ชายสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่เพื่อการเอาชีวิตรอด ผมยอมใช้จัดการไอ้โป้งก็ได้อยู่หากจำเป็น
ขอย้อนความจำกันสักหน่อยเผื่อลืม แว่นที่ว่านี่คือแว่นที่ผมได้จากคุณตา แว่นสามารถฉายแสงอะไรสักอย่าง ทำให้ผมสามารถควบคุมใครก็ได้ที่โดนแสงนี้เข้า ผมจะสามารถสั่งให้ทำอะไรก็ได้ และยังสามารถควบคุมความคิด สอดแทรกความจำได้ สุดยอดไปเลยใช่หรือเปล่าล่ะ เพราะแว่นนี่แหละทำให้ผมได้กลายเป็นชายเต็มตัว ได้แอ้มทั้งโบกี้แล้วก็แป้งสาวสวยอันดับหนึ่งกับสองของคณะ
แต่เดี๋ยวก่อน แว่นนี้ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกอย่างหรอกนะ มันมีผลกับคนครั้งละคน และมีผลแค่สิบสองชั่วโมง จากนั้นหลังจากใช้งานแต่ละครั้งผมต้องรอเวลาอีกสี่สิบแปดชั่วโมง หรือประมาณสองวัน นั่นล่ะครับเหตุผลที่ผมไม่อยากใช้พลังงานของแว่นพร่ำเพรื่อ ของแบบนี้มันต้องสงวนเอาไว้ใช้กับสาวสวยเท่านั้น ไม่ใช้ไปใช้กับผู้ชายด้วยกัน
พอคิดวางแผนรองรับไว้แล้ว ผมก็ไปตามนัด อันดับแรกผมโทรศัพท์บอกโบกี้ก่อนว่าวันนี้ผมมีนัดจะไปหาเธอที่ห้องช้าสักหน่อย แต่พอดีเธอบอกว่าคืนนี้พ่อกับแม่อาจจะมาเยี่ยมที่ห้อง เธอบอกให้ผมค่อยมาหาวันพรุ่งนี้ ผมไม่ได้ว่าอะไร แค่เสียดายที่ไม่ได้สนิทสนมกับโบกี้อย่างที่อยากทำ จากนั้นผมก็เดินไปร้านกาแฟด้านหลังมหาวิทยาลัยตามเวลานัด
ผมชะงักเล็ก ๆ ตอนเปิดประตูเข้าไปในร้าน เพราะว่าไอ้โป้งกำลังมองผมด้วยสายตาท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตร ตอนนี้ผมเลยเริ่มรู้สึกเกร็งและระวังตัวขึ้นมา แต่ยังดีที่ไอ้โป้งมันไม่แสดงท่าทีอยากลงไม้ลงมือออกมา มันแค่แสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจ แต่ไม่ได้ถึงขั้นโกรธเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ผมเลยยังพอจะข่มใจเดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับสามคนนั้นได้
"เอ็งคบกับแป้งนานยังไอ้หนุ่ม"
พอผมนั่ง ไอ้โป้งก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา มันถามผมโพล่งขึ้นมาทันทีแบบไม่ต้องมีบทเกริ่นนำให้เสียเวลา เท่าที่ผมเข้าใจมันก็เป็นคนประเภทพูดขวานผ่าซากแบบนี้แหละ
"เดี๋ยวนะ คบอะไร เรากับแป้งไม่ได้เป็นแฟนกัน"
ผมตอบปฏิเสธ ซึ่งผมก็ไม่ได้โกหก แป้งกับผมไม่ได้เป็นแฟนกัน เราก็แค่ตกลงใจมีอะไรกันแบบลับ ๆ ไม่เปิดเผยให้ใครรู้ ผมก็แค่เป็นสามี เอ๊ยเป็นกิ๊กแบบลับ ๆ กับเธอเฉย ๆ
"ไม่ได้เป็นแฟนแล้วทำไมแป้งหอมแก้มเอ็งวะ แล้วยังตามเข้าไปขลุกอยู่ในห้องพักอาจารย์กับเอ็งแบบสองต่อสองตั้งสิบห้านาที ขนาดกูจีบแป้งตั้งนาน แต่ยังไม่เคยได้จับมือแป้งเลยสักครั้ง"
คำตอบของผมทำให้ไอ้โป้งขมวดคิ้วส่งเสียงโพล่งออกมาเหมือนไม่พอใจ ผมเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยนิด ๆ เพราะไอ้โป้งมันเห็นหลักฐานชัดไปหน่อย แต่ว่าผมเตรียมข้อแก้ต่างพวกนี้เอาไว้แล้ว
"เดี๋ยวขอแก้ต่างก่อนนะไอ้โป้ง คือที่แป้งเขาไปดักรอที่หน้าห้องพักอาจารย์ ก็เพราะว่าแป้งเธอลืมทำการบ้าน ไม่ได้ส่งรายงาน แล้วอาจารย์ก็สั่งให้เราเอาเอกสารพวกนี้ไปวางให้ในห้อง แป้งเธอเลยสบโอกาสไปดักรอ แล้วขอให้เราช่วยทำรายงาน กับแนบงานของแป้งเข้าไปด้วย เราสองคนเลยแอบเข้าไปในห้อง แล้วเราช่วยแป้งทำรายงาน พอเสร็จก็เลยแอบย่องออกมาข้างนอกกัน อย่าไปบอกอาจารย์ล่ะเดี๋ยวจะเป็นเรื่อง"
ผมตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จไปตามเรื่องตามราว ผมพยายามเบี่ยงประเด็นไปอีกเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ต่อให้ไอ้โป้งไปฟ้องอาจารย์ มันก็ไม่มีหลักฐานอยู่ดี ฟ้องไปก็เท่านั้น และอาจารย์ก็คงจะเชื่อเด็กเรียนคนสนิทแบบผมมากกว่าไอ้โป้งอยู่แล้ว
"... แล้วที่แป้งออกมาหอมแก้มเอ็งล่ะวะ จะอธิบายยังไง"
"ก็ไม่มีอะไรนี่นา ใครจะยอมทำเรื่องเสี่ยงให้ฟรี ๆ ล่ะ ทีแรกเราบอกแป้งว่าไม่ทำให้เพราะกลัวมีเรื่อง แต่แป้งบอกว่าจะหอมแก้มเราถ้าเราทำให้ เราก็เลยยอมซิ ใครจะไม่เอา"
ผมเล่าความเท็จออกไปอีกรอบ แต่ก็เป็นความเท็จที่มีหลักการไม่ได้เลื่อนลอย ไอ้โป้งก็ทำท่าครุ่นคิดเหมือนจะเชื่อเรื่องที่ผมพูดอยู่สักหน่อย เพราะว่าสุดท้ายไอ้โป้งก็ถอนหายใจออกมา แล้วมองผมด้วยสายตาที่มีความเป็นศัตรูลดลงไปเล็กน้อย
"อืม ... น่าจะจริง กูสงสัยอยู่แล้วว่าสาวสวยเสน่ห์แรงแบบแป้งไม่น่าจะหลงผิดชั่ววูบไปคบกับไอ้แว่นเด็กเรียนไร้เสน่ห์แบบเอ็งเป็นแฟน กูหล่อกว่าเยอะแป้งเขายังไม่สนเลย กูขอโทษ กูเข้าใจเอ็งผิดไป"
ไอ้โป้งพูดด้วยเสียงอ่อนลง ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจกว่าเดิม แต่พอคิดอีกทีผมก็รู้สึกหงุดหงิดกับความหมายแฝงของมัน มันพูดเหมือนกับว่าผมย่ำแย่หนักหนาในสายตามัน ตอนนี้ผมอยากร้องโพล่งบอกมันว่าเด็กเรียนแบบผมนี่แหละที่ได้ฟันทั้งโบกี้กับแป้งมาแล้ว
ผมได้แต่คิดในใจไม่กล้าบอกออกไปหรอก ถึงจะหงุดหงุดสักหน่อยก็เถอะ ตอนนี้บรรยากาศในวงสนทนาเริ่มดีขึ้น ท่าทางไอ้โป้งมันไม่ได้มองผมเป็นศัตรูแล้ว เราเลยได้คุยกันอีกนิดหน่อย ไอ้โป้งมันเล่าให้ฟังว่ามันทุ่มกับแป้งไปมาก แต่แป้งไม่ยอมให้มันทำอะไรเลย อารมณ์ประมาณเสียเป็นแสนแขนไม่ได้จับนั่นล่ะครับ
ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ด้านนี้ของแป้งมาบ้างจึงพอจะเข้าใจได้ แป้งนั้นเป็นสาวเปรี้ยวซ่าไม่เหมือนโบกี้ ผมได้ยินข่าวว่าแป้งเคยคบกับใครหลายคน ถึงจะไม่เคยลงเอยกับใคร แต่ก็บริหารเสน่ห์ยั่วผู้ชายไปไม่น้อย และไอ้โป้งก็คงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น
ไอ้โป้งคบกับแป้งแบบผิวเผินได้ราวห้าถึงหกเดือน ก่อนจะโดนแป้งบอกเลิก มันอ้างว่าโดนแป้งหลอกใช้งานอะไรบางอย่าง เช่น ให้ขับรถไปรับส่ง ให้พาไปเลี้ยงอาหารหรือของราคาแพง แถมยังหลอกเอาเงินเอาของไปมากมาย จนกระทั่งเมื่อมันไม่ยอมซื้อของให้แล้ว แป้งก็ถีบหัวมันทิ้ง
ผมฟังด้วยความแปลกใจ เพราะไม่มีความรู้สึกเลยสักนิดว่าแป้งเป็นผู้หญิงแบบนั้น แต่ผมยังไม่ได้พูดแย้งอะไร ผมนั่งฟังต่อไปเรื่อย ๆ จนโป้งมันเล่าให้ฟังว่า มันรู้ตัวว่าแป้งจะบอกเลิก มันเลยวางแผนจะแก้แค้น มันเตรียมจะมอมยาข่มขืนแป้งเพื่อเอาคืน แต่แป้งไม่เปิดโอกาสให้มันทำได้ ตอนนี้ไอ้โป้งมันเลยคอยตามส่องแป้งเพื่อหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา
แรกสุดผมก็พอจะเห็นใจไอ้โป้งอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่าพวกมันจะมอมยาแป้งแล้วพาไปรุมโทรม ผมก็ขมวดคิ้วรู้สึกไม่พอใจ คิดจะวางยาข่มขืนผู้หญิงนี่มันเลวชัด ๆ ... เอ่อ ... จะว่าไปผมไม่ได้ใช้ยาอะไรนี่นา ผมแค่ใช้แว่นนี่นะ คงไม่เหมือนกัน เอาเป็นว่าไม่นับรวมเป็นพวกเดียวกันกับไอ้โป้งก็แล้วกัน ถึงผมจะเลวแต่ก็เลวน้อยกว่านิดหน่อยนะ เอาเป็นว่าหยวน ๆ ก็แล้วกัน
ผมนั่งฟังไอ้โป้งพูดแบบไม่ได้แย้งอะไร แล้วผมก็นึกได้ว่าแป้งเคยพูดเปรย ๆ ตำหนิไอ้โป้งว่าวางแผนทำเรื่องเลว ๆ กับเธอ เธอเลยเลิกคบกับไอ้โป้งไปเสียเลย ซึ่งคงจะหมายถึงเรื่องที่มันคิดวางแผนจะวางยาข่มขืนแป้งนี่แหละ แต่ผมยังไม่รู้รายละเอียดจากแป้งว่าเรื่องราวเป็นมายังไง ตอนนี้ผมได้ฟังเฉพาะจากปากของไอ้โป้งฝ่ายเดียว
เรื่องนี้ผมคิดว่าผมจะไปถามแป้งตรง ๆ ก่อน แล้วผมจะลองใช้แว่นสะกดจิตแป้ง แล้วถามเอาความจริงด้วยคำถามเดิมให้ชัดเจนสักหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะผมไม่เชื่อว่าแป้งเป็นผู้หญิงแบบนั้น แต่ไอ้โป้งมันก็พูดใส่อารมณ์ดูน่าเชื่อถือ ถ้าจะบอกว่ามันกุเรื่องทั้งหมดผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย