Your Wishlist

ย้อนชะตาเป็นฮูหยินตัวร้าย ข้าจะไม่ตายแทนใครอีกแล้ว! (ใต้หล้านี้ข้าไม่เหลือสิ่งใด(rewrite))

Author: กระแทก

อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!

จำนวนตอน :

ใต้หล้านี้ข้าไม่เหลือสิ่งใด(rewrite)

  • 16/09/2569

ใต้หล้านี้ข้าไม่เหลือสิ่งใด

 

ประตูเหล็กปิดลงพร้อมเสียงกระแทกหนักหน่วง

 

เซียวเยว่หลันถูกโยนลงบนพื้นอย่างกับเป็นเพียงกระสอบไร้ค่า หัวเข่ากระแทกพื้นเย็นเฉียบ โซ่ตรวนลากครูดไปกับพื้น ส่งเสียงแหลมบาดหู

 

“เข้าไป”

 

ผู้คุมถีบกลางหลังนางอีกครั้ง

 

เยว่หลันล้มคว่ำลงกับพื้น ใบหน้าครึ่งหนึ่งจมอยู่ในน้ำสกปรก กลิ่นอับชื้น กลิ่นเลือด และกลิ่นเน่าเหม็นจากฟางเก่าตลบอบอวลอยู่ในห้องขังแคบ ๆ

 

แต่ไม่มีกลิ่นใดทำให้นางรู้สึกคลื่นไส้ได้เท่ากลิ่นคาวเลือดที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ

 

เลือดของกู้ถิงหยวน

 

หิมะสีขาว

 

คมดาบที่ยกขึ้น

 

“กู้ถิงหยวน...”

 

เสียงที่หลุดจากลำคอแหบพร่าจนแทบฟังไม่ได้ยิน

 

เยว่หลันใช้สองมือยันพื้น พยายามคลานกลับไปทางประตู ทันทีที่ลูกกรงกำลังจะปิด นางก็สอดแขนออกไปคว้าชายเสื้อผู้คุม จนเขาเดินกลับเข้ามาด้านใน

 

“พาข้ากลับไป” นางรีบดึงชายเสื้อเขาไว้

 

ผู้คุมก้มมองมือซึ่งเต็มไปด้วยเลือดของนางอย่างรังเกียจ

 

“กลับไปไหน”

 

“ลานประหาร...” นางเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา”

 

ผู้คุมหัวเราะออกมา

 

“อย่ารีบร้อนนักเลย อีกไม่นานเจ้าได้ตายสมใจแน่”

ผู้คุมใช้ปลายรองเท้าเหยียบทับนิ้วของนาง ก่อนค่อย ๆ บดลงกับพื้นอย่างจงใจ

 

“กบฏทุกคนสมควรตาย”

 

"พวกชาติชั่ว คนขายชาติ"

 

ผู้คุมสบถ ก่อนเตะเข้าที่ไหล่ของนางเต็มแรง เซียวเยว่หลันกระเด็นไปกระแทกผนัง ศีรษะกระแทกก้อนหิน โลหิตอุ่นไหลผ่านขมับลงมาตามแก้ม

 

ผู้คุมก้าวเข้ามา กระชากเส้นผมของนางให้เงยหน้า ก่อนตบลงมาอย่างแรงจนมุมปากแตก

 

“ตระกูลกู้เป็นกบฏ ตระกูลเซียวก็เป็นกบฏ พวกเจ้าสมควรถูกประหาร”

 

เขาเหวี่ยงนางลงกับพื้นแล้วเตะซ้ำเข้าที่ท้อง

 

ความเจ็บปวดทำให้เยว่หลันห่อตัว นางสำลักไอจนได้กลิ่นเลือดในปาก แต่กลับไม่ส่งเสียงร้องขอความเมตตาอีก

 

นางเพียงมองประตูห้องขังซึ่งปิดลงช้า ๆ

 

เมื่อเสียงฝีเท้าของผู้คุมห่างออกไป ความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้ง

 

เยว่หลันนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น

 

หยดน้ำจากเพดานตกกระทบพื้นข้างใบหน้า

 

หนึ่งหยด

 

สองหยด

 

สามหยด

 

คล้ายเสียงกลองประหารซึ่งยังดังซ้ำอยู่ในหู

 

นางหลับตา แต่กลับเห็นกู้ถิงหยวนคุกเข่าอยู่กลางหิมะ

 

นางลืมตา ภาพนั้นก็ยังไม่หายไป

 

“ขอโทษ...”

 

นางกระซิบกับความมืด

 

“กู้ถิงหยวน ข้าขอโทษ”

 

ไม่มีเสียงตอบรับ

 

มีเพียงหนูตัวหนึ่งวิ่งผ่านกองฟาง ก่อนมุดหายเข้าไปในรอยแตกของกำแพง

 

เยว่หลันเคยเป็นบุตรีคนโปรดของเสนาบดีเซียว

 

นางเคยมีสาวใช้คอยหวีผม มีห้องนอนอุ่นในฤดูหนาว มีบิดาคอยปกป้อง มีมารดาคอยบ่นเมื่อไม่ยอมรับประทานอาหาร และมีพี่ชายซึ่งพร้อมจะชักกระบี่ใส่ทุกคนที่ทำให้นางร้องไห้

 

ต่อมานางได้เป็นฮูหยินแม่ทัพ

 

แม้จะไม่เคยเห็นคุณค่าของตำแหน่งนั้น แต่ทั่วทั้งเมืองหลวงกลับไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนาง เพราะทุกคนรู้ว่าด้านหลังเซียวเยว่หลันมีกู้ถิงหยวนยืนอยู่

 

ทว่าวันนี้ทุกอย่างหายไปแล้ว

 

บิดามารดาไม่รู้เป็นหรือตาย

 

พี่ชายถูกจับกุม

 

น้องสาวถูกส่งไปเป็นทาส

 

ตระกูลเซียวแตกสลาย

 

ตระกูลกู้ถูกประหาร

 

และบุรุษผู้คอยปกป้องนางมาโดยตลอด ถูกนางผลักไปอยู่ใต้คมดาบด้วยมือของตนเอง

 

ไม่เหลือผู้ใดแล้ว

 

ในโลกกว้างใหญ่ใบนี้ ไม่เหลือผู้ใดรอให้นางกลับไปหาอีกแล้ว

 

เซียวเยว่หลันก้มหน้าลงช้า ๆ กอดเข่าตนเองไว้ท่ามกลางความหนาวเหน็บ

 

เป็นครั้งแรกที่นางเข้าใจว่า ความโดดเดี่ยวไม่ใช่การอยู่เพียงลำพัง

 

แต่คือการรู้ว่า ต่อให้ร้องเรียกจนลำคอฉีกขาด ก็จะไม่มีผู้ใดขานรับชื่อของนางอีกตลอดกาล

 

วันต่อมา ผู้คุมนำข้าวบูดมาวางไว้หน้าห้องขัง

 

เยว่หลันไม่แตะต้องมัน

 

วันถัดไป พวกเขานำน้ำขุ่นซึ่งมีกลิ่นสนิมมาให้เพียงครึ่งถ้วย

 

นางยกขึ้นดื่มเพราะยังอยากมีชีวิต

 

ไม่ใช่เพราะกลัวตาย

 

แต่เพราะยังมีคำถามที่ต้องถามเสิ่นอวี้เฉิน

 

นางต้องการมองตาเขาแล้วถามว่า สิบปีที่ผ่านมามีช่วงเวลาใดบ้างหรือไม่ที่เขาเคยจริงใจกับนาง

 

คำว่ารักของเขาเป็นเรื่องจริงหรือไม่

 

คำสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างกันเป็นจริงหรือไม่

 

วันที่นางร้องไห้เพราะไม่อยากแต่งงานกับกู้ถิงหยวน เขาเคยรู้สึกสงสารนางหรือไม่

 

วันที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ผู้คุมคนเดิมกลับมาที่ห้องขังของนาง

 

ครั้งนี้เขาถือกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ในมือ

 

“คุณหนูเซียว” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “มีข่าวจากครอบครัวมาฝาก”

 

เยว่หลันซึ่งนั่งพิงกำแพงอยู่เงยหน้าขึ้นทันที

 

“บิดาของข้าอยู่ที่ใด”

 

“เสนาบดีเซียวหรือ”

 

ผู้คุมกางกระดาษออก ทำทีเป็นอ่านข้อความ

 

“เซียวเหวินจง อดีตเสนาบดีกรมคลัง ปกปิดเสบียง สนับสนุนกองกำลังกบฏ ทนการสอบสวนไม่ไหวจึงสิ้นใจในคุก”

 

โลกตรงหน้าเยว่หลันสั่นไหว

 

นางใช้มือยันพื้น พยายามลุกขึ้น แต่หัวเข่ากลับอ่อนแรง

 

“ไม่จริง”

 

“ฮูหยินเซียวได้ยินข่าวสามีก็ผูกคอตายในเรือนคุมขัง”

 

“ไม่จริง...”

 

“เซียวจิ้ง บุตรชายคนโต ขัดขืนการจับกุม ถูกทหารแทงเสียชีวิต”

 

“เจ้าหุบปาก!”

 

เยว่หลันโถมตัวเข้าหาลูกกรง

 

ผู้คุมถอยหลังไม่ทัน มือของนางจึงคว้ากระดาษแผ่นนั้นได้ นางพยายามดึงมันเข้ามา แต่เขากลับกระชากกลับอย่างแรงจนกระดาษขาดครึ่ง

 

“น้องสาวข้าเล่า” นางถามทั้งตัวสั่น “เซียวอวี้หรงอยู่ที่ใด”

 

ผู้คุมแสยะยิ้ม

 

“ถูกส่งไปรวมกับนักโทษหญิงที่รอเดินทางไปชายแดน แต่เด็กคนนั้นร่างกายอ่อนแอ ระหว่างทางคง...”

 

เซียวเยว่หลันกรีดร้องก่อนที่เขาจะพูดจบ

 

นางยื่นมือออกไปผ่านช่องลูกกรง จิกเล็บลงบนใบหน้าของผู้คุมจนเกิดรอยเลือด เขาคำรามด้วยความโกรธ คว้าข้อมือนางกระแทกเข้ากับแท่งเหล็กซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

“นังสารเลว!”

 

กระดูกข้อมือของนางส่งเสียงลั่น

 

เยว่หลันเจ็บจนหน้าซีด แต่ยังไม่ยอมปล่อยเศษกระดาษในมือ

 

ผู้คุมเปิดประตูเข้ามา คว้ากระบองไม้ฟาดลงบนแผ่นหลังของนาง

 

ครั้งแรก นางล้มลง

 

ครั้งที่สอง ลมหายใจขาดห้วง

 

ครั้งที่สาม โลหิตไหลออกจากมุมปาก

 

แต่ในมือยังคงกำเศษกระดาษเอาไว้แน่น ราวกับนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เชื่อมโยงนางกับครอบครัว

 

“พอแล้ว”

 

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากปลายทางเดิน

 

ผู้คุมหยุดมือทันที

 

ขันทีในชุดสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามา เขาเหลือบมองเยว่หลันซึ่งนอนจมกองเลือด ก่อนหันไปตำหนิผู้คุม

 

“ยังไม่ได้มีพระบัญชาให้นางตาย หากทำนางตายก่อน เจ้ารับผิดชอบไหวหรือ”

 

ผู้คุมรีบคุกเข่า “ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”

 

"ฮึ ฮึ ๆๆๆๆ"

 

เยว่หลันหัวเราะออกมาเบา ๆ

 

ก่อนที่เสียงหัวเราะจะกลายเป็นเสียงไอ เลือดสีแดงกระเซ็นลงบนพื้น

 

นางเสียบิดา เสียมารดา เสียพี่ชาย เสียน้องสาว เสียสามี และเสียชื่อเสียงทั้งหมดที่เคยมี

 

ทั้งหมดเป็นเพราะนาง และทุกอย่างเหมือนหมากบนกระดานที่ถูกวางเอาไว้หมดแล้ว เพราะไม่ว่าจะพยายามบอกความจริงไปแค่ไหนก็ไม่มีใครรับฟัง จนนางอดคิดไม่ได้ว่า...หรือฮ่องเต้ก็รู้เห็นด้วย?

 

ขันทีจากไปแล้ว ผู้คุมก็ถ่มน้ำลายลงข้างตัวนาง ก่อนปิดประตูเสียงดัง

 

เยว่หลันนอนนิ่งอยู่บนพื้นจนกระทั่งทางเดินกลับมาเงียบสนิท

 

นางค่อย ๆ คลายมือออก

 

เศษกระดาษแผ่นนั้นไม่มีรายชื่อผู้ใดเลย

 

มันเป็นเพียงกระดาษบันทึกจำนวนเสบียงเก่า ๆ

 

ผู้คุมโกหก

 

หรือบางทีอาจไม่ได้โกหกทั้งหมด

 

เยว่หลันไม่อาจรู้ได้อีกแล้วว่าใครยังมีชีวิตอยู่ ใครถูกประหาร ใครกำลังเดินเท้าเปล่าท่ามกลางหิมะไปยังชายแดน

 

ความไม่รู้กลายเป็นเครื่องทรมานที่โหดร้ายกว่ากระบี่

 

ทุกครั้งที่หลับตา นางเห็นมารดาห้อยอยู่บนคาน

 

เห็นบิดานอนตายตามลำพังในห้องขัง

 

เห็นพี่ชายถูกแทงท่ามกลางเสียงร้องของลูกน้อย

 

เห็นน้องสาวตัวเล็กเดินอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ เท้าทั้งสองเปื้อนเลือด แต่ไม่มีผู้ใดยื่นมือไปช่วย

 

และท้ายที่สุด นางจะเห็นกู้ถิงหยวนยืนอยู่หลังคนเหล่านั้น

 

เขามิได้กล่าวโทษ

 

เพียงมองนางด้วยสายตาสงบนิ่ง

 

นั่นยิ่งทำให้นางเจ็บปวดจนแทบคลุ้มคลั่ง

 

“เหตุใดท่านจึงไม่เกลียดข้า”

 

เยว่หลันถามภาพลวงตาตรงหน้า

 

“เหตุใดไม่บอกความจริงกับฝ่าบาท เหตุใดไม่บอกว่าข้าเป็นคนขโมยตราพยัคฆ์”

 

กู้ถิงหยวนในความมืดไม่ตอบ

 

“ท่านควรปล่อยให้ข้าตาย!”

 

เสียงของนางดังขึ้นเรื่อย ๆ

 

“คนที่สมควรคุกเข่าอยู่บนลานประหารคือข้า คนที่สมควรถูกตัดสินว่าเป็นกบฏคือข้า ท่านปกป้องข้าทำไม”

 

นางคว้าเศษชามขึ้นมาแล้วขว้างใส่ภาพนั้น

 

ชามกระแทกกำแพง แตกกระจายอยู่บนพื้น

 

เงาร่างของกู้ถิงหยวนหายไป

 

เซียวเยว่หลันคลานเข้าไปหา พยายามคว้าอากาศว่างเปล่าเอาไว้

 

“อย่าไป...”

 

ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น

 

“กู้ถิงหยวน อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว”

 

ปลายนิ้วของนางสัมผัสได้เพียงกำแพงเย็นชื้น

 

“ข้าผิดไปแล้ว”

 

เยว่หลันแนบหน้าผากกับผนัง น้ำตาไหลลงมาผสมกับคราบเลือด

 

“ข้ารู้แล้วว่าผิด...”

 

แต่นางเข้าใจช้าเกินไป

 

คำขอโทษของคนเป็น ไม่อาจเดินทางไปถึงหูของคนตายได้อีกแล้ว

 

------------------------------------

ไม่มีผู้ใดบอกเยว่หลันว่าผ่านไปกี่วันแล้ว

 

ในห้องขังไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีเสียงระฆัง และไม่มีสิ่งใดใช้แบ่งแยกกลางวันกับกลางคืน

 

นางรู้เพียงว่าบาดแผลบนแผ่นหลังเริ่มตกสะเก็ด

 

ข้อมือข้างหนึ่งบวมจนขยับไม่ได้

 

ความหิวกัดกินท้องจนแทบจะขาด

 

ส่วนเสียงของกู้ถิงหยวนปรากฏขึ้นในความคิดบ่อยกว่าเดิม

 

บางครั้งเขานั่งอยู่มุมห้อง คอยมองนางอย่างเงียบงัน

 

บางครั้งเขาโน้มตัวลง ห่มเสื้อคลุมให้นางเหมือนคืนที่นางเผลอหลับในรถม้า

 

บางครั้งนางได้ยินเสียงเขาเรียกชื่ออยู่หน้าประตู

 

เยว่หลันจะรีบคลานไปหา แต่เมื่อยื่นมือผ่านลูกกรงออกไป กลับพบเพียงทางเดินว่างเปล่า

 

ค่ำคืนหนึ่ง เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นจากปลายทางเดิน

 

ผู้คุมรีบเปิดประตูชั้นนอก เสียงคุกเข่าดังขึ้นเป็นทอด ๆ

 

“ถวายพระพรองค์รัชทายาท”

 

เซียวเยว่หลันซึ่งนั่งพิงกำแพงค่อย ๆ เงยหน้า

 

แสงจากโคมหลายดวงคืบคลานเข้ามาในความมืด

 

เสิ่นอวี้เฉินปรากฏตัวในชุดสีดำปักลายมังกรทองสี่เล็บ เขาสวมกวานประดับหยก ใบหน้ายังคงหล่อเหลาไร้ที่ติ ยังสง่างามเช่นเดิม แต่สายตาเย็นชานั่นทำให้เซียวเยว่หลันเจ็บแปลบในอก

 

ขันทีถือถาดทองเดินตามมาด้านหลัง

 

บนถาดมีสุราหนึ่งกา

 

และถ้วยหยกสีขาวหนึ่งใบ

 

เยว่หลันมองถ้วยนั้นอยู่นาน ก่อนหัวเราะออกมา

 

ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เขานำมามอบให้คือสิ่งใด

 

เสิ่นอวี้เฉินหยุดอยู่หน้าห้องขัง

 

เมื่อเห็นสภาพของนาง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

 

“เหตุใดจึงปล่อยให้นางอยู่ในสภาพนี้”

 

ผู้คุมรีบคุกเข่า “นางขัดขืนและพยายามทำร้ายข้าน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

 

“ออกไปให้หมด”

 

“พ่ะย่ะค่ะ”

 

ทุกคนถอยออกไป เหลือเพียงขันทีคนสนิทยืนมองอยู่ห่าง ๆ

 

ประตูห้องขังเปิดออก...

กลับหน้าหลัก ตอนก่อนหน้า ตอนถัดไป