Your Wishlist

ย้อนชะตาเป็นฮูหยินตัวร้าย ข้าจะไม่ตายแทนใครอีกแล้ว! (เมียชั่ว แพศยา(rewrite))

Author: กระแทก

อดีตคนรักมอบยาพิษเป็นรางวัล ส่วนสามีที่นางทรยศกลับยอมตายแทน เมื่อย้อนกลับมาก่อนวันวิวาห์สามวัน เซียวเยว่หลันจึงแต่งเข้าจวนแม่ทัพอีกครั้ง เพื่อช่วยสามี ลวงชายชั่ว และส่งถ้วยยาพิษคืนเจ้าของ!

จำนวนตอน :

เมียชั่ว แพศยา(rewrite)

  • 15/09/2569

เมียชั่ว แพศยา

ฝนปลายสารทตกกระทบชายคาจวนแม่ทัพไม่ขาดสาย

 

หยาดน้ำไหลจากกระเบื้องสีดำลงมาเป็นม่านบาง ลมกลางคืนพัดกลิ่นดินชื้นผ่านระเบียงทอดยาว ขณะที่โคมใต้ชายคาสั่นไหว ทิ้งเงาคนผู้หนึ่งให้ทอดยาวไปตามพื้นหิน

 

เซียวเยว่หลันหยุดอยู่หน้าห้องหนังสือของสามี

 

นางสวมชุดคลุมแพรสีแดงเข้ม บางเบาจนแทบไม่อาจต้านลม เส้นผมดำขลับปล่อยสยายลงมาถึงกลางหลัง มีเพียงปิ่นหยกขาวปักไว้อย่างหลวม ๆ

 

ในมือของนางมีสุราอุ่นหนึ่งกา

 

และในแขนเสื้อมีผงกำยานนิทราหนึ่งห่อ

 

“ฮูหยิน”

 

องครักษ์หน้าประตูค้อมศีรษะ แต่สีหน้าปิดความประหลาดใจไว้ไม่มิด

 

นับตั้งแต่แต่งเข้าจวนแม่ทัพได้ครึ่งปี ฮูหยินแทบไม่เคยเหยียบเรือนหลัก ยามพบท่านแม่ทัพก็พูดกันเพียงไม่กี่คำ บ่าวไพร่ล้วนลอบเล่าว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงราชโองการที่ผูกคนสองคนซึ่งมิได้มีใจให้กัน

 

แต่คืนนี้ฮูหยินกลับแต่งกายเช่นนี้มาหาท่านแม่ทัพด้วยตนเอง

 

เซียวเยว่หลันปรายตามองประตูไม้สีเข้ม “ท่านแม่ทัพอยู่ข้างในหรือไม่”

 

“อยู่ขอรับ แต่ท่านแม่ทัพกำลังตรวจรายงานกองทัพ สั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดรบกวน”

 

“แม้แต่ข้าหรือ”

 

องครักษ์ชะงัก

 

ยังไม่ทันตอบ เสียงทุ้มเย็นก็ดังลอดออกมาจากด้านใน

 

“ให้นางเข้ามา”

 

บานประตูเปิดออกช้า ๆ

 

กลิ่นหมึกสนลอยปะปนกับกลิ่นไม้กฤษณา ภายในห้องกว้างมีเพียงแสงเทียนไม่กี่เล่ม บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์ เขาสวมอาภรณ์สีดำ แขนเสื้อรัดกระชับอย่างผู้ฝึกยุทธ์ เส้นผมรวบสูงด้วยกวานเงิน ใบหน้าคมคายครึ่งหนึ่งจมอยู่ในเงามืด

 

กู้ถิงหยวน

 

แม่ทัพหนุ่มผู้ควบคุมกำลังทหารชายแดนสามแสน และเป็นสามีที่นางหลีกเลี่ยงมาตลอดครึ่งปี

 

สายตาคมกริบเลื่อนจากใบหน้าของนางลงไปยังชุดคลุมบางเบา ก่อนหยุดอยู่ที่กาสุราในมือ

 

“ดึกแล้ว” เขากล่าว “เจ้ามาทำอะไร”

 

“มาหาสามีของข้า”

 

ปลายพู่กันในมือกู้ถิงหยวนหยุดนิ่ง

 

เซียวเยว่หลันปิดประตู เดินเข้าไปหาเขาทีละก้าว กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนกายนางค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในบรรยากาศเคร่งขรึม

 

นางวางกาสุราลงบนโต๊ะ “ท่านไม่ยินดีหรือ”

 

“หากเจ้ายินดีเรียกข้าว่าสามีจริง ๆ ข้าย่อมยินดี”

 

ถ้อยคำของเขาราบเรียบจนฟังไม่ออกว่าเสียดสีหรือจริงใจ

 

หัวใจของเซียวเยว่หลันเต้นแรง ทว่าไม่ใช่เพราะความหวั่นไหว

 

นางกำลังนึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงด้านขวาของห้องนี้

 

ตราพยัคฆ์ครึ่งหนึ่งซึ่งใช้ออกคำสั่งเคลื่อนกำลังทหาร

 

สิ่งที่เสิ่นอวี้เฉินต้องการ

 

นางรินสุราใส่จอก ยกไปตรงหน้ากู้ถิงหยวน “หลายเดือนมานี้เป็นข้าไม่ดีเอง วันนี้จึงอยากมาขอขมา”

 

เขามิได้รับทันที ดวงตาดุดันจ้องนางเหมือนกับต้องการมองผ่านใบหน้างดงามเข้าไปถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

“เซียวเยว่หลัน” เขาเรียกชื่อเต็มของนาง “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ ไม่ใช่ว่าเจ้ารังเกียจข้ามากหรอกรึ”

 

นิ้วที่ถือจอกสุราของนางแข็งเกร็งเล็กน้อย

 

“คนเราย่อมเปลี่ยนใจได้”

 

“ในคืนเดียวหรือ”

 

“ท่านไม่กล้าดื่ม?”

 

คำท้าทายนั้นทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเพียงน้อย รอยยิ้มของกู้ถิงหยวนมิได้ทำให้เขาดูอ่อนโยน กลับยิ่งเพิ่มความอันตราย คล้ายคมดาบที่สะท้อนแสงจันทร์

 

เขารับจอกไป แต่ยังไม่ดื่ม

 

มือใหญ่คว้าข้อมือนางไว้โดยไม่มีสัญญาณเตือน ก่อนออกแรงเพียงนิดเดียว ร่างของเซียวเยว่หลันก็เสียหลักล้มลงบนตักเขา

 

“อ๊ะ!”

 

จอกสุราสั่น สุราหกเปื้อนปลายนิ้วของคนทั้งคู่

 

ลมหายใจของนางสะดุดเมื่อแผ่นอกแข็งแรงแนบอยู่ด้านหลัง แขนของเขารั้งเอวบางเอาไว้แน่น กลิ่นสนเย็นบนกายบุรุษโอบล้อมนางจนไม่มีทางหลบหนี

 

“ในเมื่อเจ้ามาขอขมา” เสียงทุ้มดังชิดข้างหู “เหตุใดจึงยืนอยู่ไกลนัก”

 

เซียวเยว่หลันบังคับตนเองไม่ให้สั่น

 

นางรักเสิ่นอวี้เฉิน

 

ทุกสิ่งที่ทำในคืนนี้ก็เพื่อเขา

 

ความใกล้ชิดกับกู้ถิงหยวนเป็นเพียงราคาที่นางต้องจ่ายเท่านั้น

 

หญิงสาววางมือลงบนบ่ากว้าง ก่อนค่อย ๆ หันหน้าไปหาเขา “เช่นนี้ใกล้พอหรือไม่”

 

ดวงตาของทั้งคู่สบกันในระยะประชิด

 

แววตาของกู้ถิงหยวนลุ่มลึกจนอ่านไม่ออก แต่ฝ่ามือบนเอวของนางกลับร้อนจัด ความร้อนนั้นซึมผ่านผ้าเนื้อบาง ทำให้ผิวบริเวณที่ถูกสัมผัสร้อนไปด้วย

 

“ยังไม่พอ”

 

สิ้นเสียง ริมฝีปากของเขาก็ทาบลงมา

 

จุมพิตแรกหนักหน่วงกว่าที่เซียวเยว่หลันคาดไว้ กู้ถิงหยวนไม่ได้อ่อนโยน เขาบดขยี้ริมฝีปากนางอย่างกับต้องการลงโทษภรรยาที่ทอดทิ้งเขามาหลายเดือน ขณะเดียวกันก็เหมือนกำลังอดกลั้น มิได้ล่วงล้ำจนกว่านางจะเป็นฝ่ายเผยอริมฝีปากตอบรับ

 

นางกำสาบเสื้อของเขาแน่น

 

เมื่อเรียวลิ้นอุ่นเข้ามาเกี่ยวกระหวัด ความคิดทั้งหมดก็พลันขาวโพลน กลิ่นสุราเจือจางไหลผ่านระหว่างริมฝีปาก รสขมกลับแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนที่แล่นไปทั่วร่าง

 

กู้ถิงหยวนยกนางขึ้นนั่งบนโต๊ะ

 

ม้วนแผนที่และรายงานกองทัพถูกปัดไปด้านข้าง ร่างสูงแทรกเข้ามาระหว่างขาของนาง มือหนึ่งประคองท้ายทอย อีกมือไล้ลงตามแนวเอวก่อนกระชับแน่น รั้งให้นางแนบชิดจนแทบไม่เหลือช่องว่าง

 

“อื้อ... กู้ถิงหยวน”

 

เสียงเรียกชื่อแผ่วพร่าทำให้เขาหยุด

 

หน้าผากของทั้งคู่แตะกัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเรียกชื่อข้าโดยไม่เจือความเกลียดชัง”

 

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของนางกระตุก

 

เพียงชั่วอึดใจ เซียวเยว่หลันเกือบผลักเขาออก ทว่าภาพใบหน้าของเสิ่นอวี้เฉินกลับผุดขึ้นมาในความคิด

 

นางต้องได้ตราพยัคฆ์คืนนี้

 

“ถ้าเช่นนั้น...” ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านแนวกรามคมชัด “ข้าควรเรียกอีกสักกี่ครั้ง ท่านจึงจะหายโกรธ”

 

แววตาของกู้ถิงหยวนมืดลงทันที

 

เขาช้อนร่างนางขึ้น เดินตรงไปยังห้องพักด้านใน ประตูฉลุลายปิดลงพร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่นนอกหน้าต่าง

 

ร่างของเซียวเยว่หลันจมลงบนฟูกนุ่ม

 

ปิ่นหยกหลุดจากเรือนผม เส้นผมดำสยายกระจายไปทั่วหมอน กู้ถิงหยวนทอดมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับภาพตรงหน้าเป็นสิ่งที่เขารอคอยมานานเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความจริง

 

“ตอนนี้ยังทัน” เขากล่าวเสียงต่ำ “หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าจะปล่อยเจ้าไป”

 

นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะหยุด

 

แต่เยว่หลันกลับยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขา

 

“คืนนี้ข้าไม่ไปไหน”

 

เส้นด้ายสุดท้ายของความยับยั้งขาดสะบั้น

 

กู้ถิงหยวนโน้มลงมาจูบนางอีกครั้ง จูบนี้ร้อนแรงจนแทบช่วงชิงลมหายใจ ฝ่ามือของเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลัง กระตุ้นให้ร่างใต้กายสั่นสะท้าน ขณะที่ริมฝีปากเคลื่อนจากมุมปากลงสู่ลำคอ ทิ้งสัมผัสร้อนจัดไว้บนผิวขาว

 

ชายเสื้อสีแดงเลื่อนหลุดจากหัวไหล่

 

ปลายนิ้วของเยว่หลันจิกลงบนบ่าของเขา ความรู้สึกแปลกใหม่ถาโถมจนไม่อาจแยกได้ว่าส่วนใดเป็นการเสแสร้ง ส่วนใดเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายมิอาจโกหก

 

นางเคยคิดว่ากู้ถิงหยวนเป็นเพียงบุรุษเย็นชาซึ่งมีหัวใจทำจากเหล็ก

 

แต่สัมผัสของเขากลับร้อนยิ่งกว่าเปลวเพลิง

 

แม้ทุกจุมพิตจะเต็มไปด้วยแรงปรารถนา เขายังหยุดรอทุกครั้งที่นางเกร็ง เหมือนกับต่อให้ต้องการนางเพียงใด เขาก็จะไม่ก้าวล้ำหากไม่ได้รับอนุญาต

 

ความอ่อนโยนที่แทรกอยู่ใต้ความดุดันนั้นกลับทำให้นางรู้สึกผิดยิ่งกว่าการถูกบังคับเสียอีก

 

“เหตุใดจึงหลับตา” เขาถามชิดริมฝีปาก

 

“ข้า...”

 

“กำลังคิดถึงผู้ใดอยู่หรือ”

 

เซียวเยว่หลันลืมตาทันที

 

แววตาของเขาสงบนิ่ง แต่แขนที่โอบเอวนางกลับแข็งเกร็ง

 

นางพลิกกายขึ้น ใช้ริมฝีปากปิดกั้นคำถามทั้งหมด ปลายนิ้วลอบคลายถุงหอมที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ปล่อยผงกำยานนิทราลงในเตาเครื่องหอมข้างเตียง

 

กลิ่นหวานจาง ๆ ลอยขึ้นท่ามกลางความเร่าร้อน

 

กู้ถิงหยวนชะงักไปเพียงเล็กน้อย

 

ดวงตาของเขาเหลือบมองควันบางเบาจากเตากำยาน ก่อนย้อนกลับมามองใบหน้าของนาง

 

เยว่หลันกลั้นหายใจ

 

เขารู้หรือไม่?

 

ทว่ากู้ถิงหยวนกลับไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงยกมือเกลี่ยเส้นผมที่เปียกเหงื่อออกจากข้างแก้ม แล้วจูบนางอีกครั้งอย่างเนิ่นนาน

 

“เยว่หลัน” เขาเรียกเสียงแผ่ว “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่เชื่อเจ้า”

 

หัวใจของนางเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบแน่น

 

แต่เมื่อนึกถึงคำสัญญาของเสิ่นอวี้เฉิน นางก็ฝืนกอดเขาไว้

 

“ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”

 

นอกหน้าต่าง ฝนยังคงตกหนัก

 

ส่วนเปลวเทียนในห้องดับลงทีละเล่ม พร้อมๆกับสติของกู้ถิงหยวนที่ค่อยๆดับไป

 

------------------------------------

ยามสามแล้ว กลิ่นกำยานนิทราอบอวลไปทั่วห้อง

 

เซียวเยว่หลันที่แพ้ภัยตัวเองจนเผลอหลับไปด้วยค่อย ๆ ลืมตา 'ช่างโง่เง่าเสียจริง' นางด่าตัวเองในใจเมื่อตั้งสติได้

 

แขนหนักๆของกู้ถิงหยวนยังพาดอยู่บนเอวนาง ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ใบหน้าคมคายยามหลับดูน่าเอ็นดูไม่น้อย จนนางต้องส่ายหน้าแรงๆเพื่อหยุดความคิด

 

นางมองรอยแดงจางๆบนแผ่นอกของเขาซึ่งเกิดจากปลายนิ้วตน ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นปิดให้

 

“ขอโทษ”

 

คำขอโทษเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ

 

เซียวเยว่หลันยกแขนของเขาออก สวมเสื้อผ้าอย่างเงียบเชียบ จากนั้นหยิบแผ่นหยกทรงเรียวซึ่งผูกอยู่กับสายคาดเอวของกู้ถิงหยวน

 

นั่นไม่ใช่กุญแจธรรมดา

 

นางกลับไปยังห้องหนังสือ เลื่อนภาพพยัคฆ์ขาวบนผนังออก ด้านหลังมีร่องเล็ก ๆ สำหรับเสียบแผ่นหยก เมื่อหมุนไปทางซ้ายสองครั้ง เสียงกลไกก็ดังขึ้นเบา ๆ

 

ผนังส่วนหนึ่งเปิดออก

 

ภายในช่องลับมีกล่องเหล็กสีดำวางอยู่เพียงใบเดียว

 

มือของเยว่หลันสั่นขณะเปิดมัน

 

ตราพยัคฆ์ทองแดงครึ่งหนึ่งปรากฏต่อสายตา ดวงตาพยัคฆ์ฝังอัญมณีสีดำ ด้านล่างสลักอักษรบัญชากองทัพ หากนำไปรวมกับราชโองการปลอมที่เสิ่นอวี้เฉินเตรียมไว้ ย่อมสามารถเคลื่อนกำลังทหารรักษาเมืองหลวงได้

 

นางหยิบมันขึ้นมา

 

น้ำหนักเพียงไม่กี่ชั่ง แต่กลับหนักประหนึ่งชีวิตคนนับหมื่น

 

พลันเสียงบางอย่างดังขึ้นจากห้องด้านใน

 

เยว่หลันสะดุ้ง หันกลับไปมองด้วยหัวใจเต้นรัว

 

ไม่มีผู้ใดตามออกมา

 

นางรีบเก็บกล่อง ปิดช่องลับ แล้วออกจากห้องหนังสือผ่านประตูด้านข้าง มุ่งหน้าไปยังคอกม้าซึ่งสาวใช้คนสนิทเตรียมม้าเอาไว้

 

หลังเงาร่างของนางหายไปในม่านฝน ห้องพักด้านในจึงกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง

 

กู้ถิงหยวนลืมตาขึ้นช้า ๆ

 

ฤทธิ์กำยานทำให้แขนขาหนักอึ้ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับกระจ่างชัด

 

เขายกมือแตะพื้นที่ว่างข้างกาย

 

ยังคงมีไออุ่นของนางหลงเหลืออยู่

 

บนหมอนมีปิ่นหยกขาววางอยู่หนึ่งเล่ม ส่วนเจ้าของกลับหายไปพร้อมแผ่นหยกเปิดกลไก

 

กู้ถิงหยวนกำปิ่นนั้นไว้แน่นจนขอบหยกบาดฝ่ามือ

 

“สุดท้ายแล้ว...” เขาพึมพำท่ามกลางความมืด “เจ้าก็เลือกเขา”

 

-------------------------------------

ศาลาร้างนอกประตูเมืองตั้งอยู่กลางป่าไผ่

 

เสียงฝนกระทบหลังคารั่วดังไม่เป็นจังหวะ เซียวเยว่หลันกระโดดลงจากหลังม้า ชายกระโปรงเปื้อนโคลน ขณะที่หยาดฝนเกาะพราวตามเส้นผมและขนตา

 

บุรุษในชุดสีครามยืนรออยู่ใต้ชายคา

 

“เยว่หลัน!”

 

เสิ่นอวี้เฉินก้าวเข้ามาหา เขามีใบหน้าหล่อเหลาและทรงเสน่ห์ ดวงตาเย้ายวนคู่นั้นทำให้นางเชื่อว่าต่อให้ต้องทรยศคนทั้งโลกเพื่อเขาก็ยังคุ้มค่า

 

“ข้ามาช้าไปหรือไม่” นางถาม

 

“ไม่เลย ข้าเป็นห่วงแทบแย่ เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”

 

ถ้อยคำอาทรทำให้ความรู้สึกผิดที่มีต่อกู้ถิงหยวนถูกกดลงไปอีกครั้ง

 

เยว่หลันนำห่อผ้าออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้เขา “สิ่งที่ท่านต้องการ”

 

เสิ่นอวี้เฉินคลี่ผ้าออก

 

ทันทีที่เห็นตราพยัคฆ์ แววตาของเขาก็เปล่งประกายวาบ แม้เพียงชั่วขณะ แต่สว่างไสวยิ่งกว่ายามมองใบหน้าของนางเสียอีก

 

“เจ้าทำสำเร็จจริง ๆ”

 

เขารับมันไปด้วยสองมือ ประคองอย่างทะนุถนอมอย่างกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต

 

“อวี้เฉิน” นางเรียก “เมื่อเรื่องนี้สิ้นสุด ท่านจะรักษาสัญญาใช่หรือไม่”

 

เสิ่นอวี้เฉินเงยหน้าขึ้น “สัญญาใด”

 

หัวใจของนางเย็นวาบ

 

แต่เพียงครู่เดียว เขาก็หัวเราะเบา ๆ แล้วดึงนางเข้าไปกอด

 

“ดูสีหน้าเจ้าสิ ข้าจะลืมได้อย่างไร”

 

เขาก้มกระซิบข้างหู “เมื่อข้าได้ครองตำแหน่งรัชทายาท ข้าจะรับเจ้าเข้าวัง ให้เจ้าเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ที่สุด ไม่มีผู้ใดกล้าดูหมิ่นเจ้าอีก”

 

“แล้วกู้ถิงหยวนเล่า”

 

“เขาเป็นศัตรูของเรา”

 

“แต่เขาไม่เคยทำร้ายข้า”

 

อ้อมแขนของเสิ่นอวี้เฉินแข็งขึ้นเล็กน้อย ก่อนเขาจะถอนตัวออกมา มองนางด้วยสายตาเจ็บปวด

 

“หรือเพียงเพราะร่วมเตียงกับเขาคืนเดียว เจ้าก็ใจอ่อนแล้ว”

 

เยว่หลันหน้าซีด

 

“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้ร่วมเตียงกับเขา”

 

"เจ้าไม่ทำตามแผนเหรอ?"

 

"ข้าทำ แต่... แต่ข้าไม่ได้ร่วมรักกับเขา อวี้เฉิน...ได้โปรดเชื่อข้า"

 

"จริงรึ?"

น้ำเสียงเขากลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง “ข้าเจ็บปวดมากที่ต้องส่งสตรีที่รักไปอยู่ในอ้อมแขนของชายอื่น”

 

คำว่า ‘รัก’ ทำลายความลังเลทั้งหมดของนาง

 

“ข้าทำไปเพื่อท่าน” เยว่หลันรีบอธิบาย “ระหว่างข้ากับเขาไม่มีสิ่งใดทั้งนั้น”

 

“เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าเห็น”

 

เสิ่นอวี้เฉินเชยคางนางขึ้น ก่อนริมฝีปากจะทาบลงมา

 

เยว่หลันหลับตา โอบแขนรอบคอเขาและตอบรับจุมพิตนั้นด้วยความคิดถึงที่สะสมมาหลายเดือน นางกอบโกยเอาความอบอุ่นที่โหยหา ปล่อยให้เขาบดจูบและเกี่ยวกระหวัดลมหายใจ จนแผ่นหลังแนบติดเสาศาลา

 

ทว่าท่ามกลางจุมพิตดูดดื่ม กลิ่นสนเย็นบนร่างของกู้ถิงหยวนกลับผุดขึ้นในความทรงจำ

 

สัมผัสของเสิ่นอวี้เฉินอ่อนโยนกว่า

 

แต่เหตุใดหัวใจของนางจึงไม่เต้นแรงเท่ายามถูกสามีดึงเข้าไปในอ้อมแขน

 

เยว่หลันลืมตาขึ้น

 

เสิ่นอวี้เฉินยังคงจูบนาง ทว่ามือข้างหนึ่งกลับกำตราพยัคฆ์ไว้แน่น ไม่ยอมวางแม้เพียงชั่วขณะ

 

นางมองภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาโดยไม่รู้ว่ามันคือคำเตือนจากชะตา

 

คำเตือนซึ่งนางจะเข้าใจในวันที่สายเกินไป

กลับหน้าหลัก ตอนถัดไป