เพียงแค่เงินสามสี่ร้อยบาท ทำให้เธอต้องถึงแก่ความตาย แต่ทำไม๊ ทำไม ต้องมาอยู่ในร่างของเด็กไม่มีหัวคิดแบบนี้ “มีอย่างที่ไหนหนีหมีขึ้นต้นไม้ ใครสั่งใครสอนกัน”
เพียงแค่เงินสามสี่ร้อยบาท ทำให้เธอต้องถึงแก่ความตาย แต่ทำไม๊ ทำไม ต้องมาอยู่ในร่างของเด็กไม่มีหัวคิดแบบนี้ “มีอย่างที่ไหนหนีหมีขึ้นต้นไม้ ใครสั่งใครสอนกัน”
เคร้งงงง!!
ยิ่งได้ฟังน้ำเสียงจริงจังของเจ้าตัวเอ่ยย้ำ นางถึงกับทำช้อนในปากร่วงหล่น ท่านจะจริงจังหรือบอกชอบข้าตอนไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ตอนกินข้าวตอนนี้!! หมดกันข้าวข้า หกหมดแล้ว อยากจะร้องไห้แต่ดันไร้น้ำตาเสียอย่างนั้น นี่นางควรจะรู้สึกอย่างไรก่อนกันแน่ ข้าวก็เสียดาย คำสารภาพเมื่อครู่ก็... ยังคงดังก้องอยู่ในหัวนางซ้ำไปซ้ำมา
‘ข้าชอบเจ้า!! จริง ๆ นะ’
‘ข้าชอบเจ้า!! จริง ๆ นะ’
‘ข้าชอบเจ้า!! จริง ๆ นะ’
แย่แล้ว! ใจข้าจะกระเด็นออกมาด้านนอกแล้ว ออกไป๊! ออกไปก่อนเจ้าความคิดบ้า ฮื่อ!! ทีคำพูดแบบนี้ละจำดีนักหนา น่าตีตัวเองจริง ๆ อวี้จื่อลู่ได้แต่ตีอกชกตัวเองอยู่ในใจ แม่เจ้าโว๊ยยย!! อกอีแป้นจะแตกแล้ว ใจนี่สั่นระรัวราวกับกลองศึก หากนานกว่านี้เกรงว่าคงได้ออกมาเต้นอยู่ข้างนอกแน่ ๆ
นางสงบสติตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหยางหลง จ้องมองลึกลงไปนัยน์แววตาคู่นั้นอย่างค้นหาคำตอบ ว่าอีกฝ่ายจริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกว่าจริงใจ พ่าม! พ้าม!! ว่าไปนั่น ติดเล่นอีกแล้ว แฮ่ม!! เอาใหม่... นางจ้องลึกเข้าไปในแววตาลึกล้ำคู่นั้น ค้นหาสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมา ว่ามันมีจริงหรือไม่? แต่ไม่นางจะพยายามค้นหาแค่ไหนกลับพบแววตาแน่วแน่ของอีกฝ่ายไม่เปลี่ยน นัยน์ตากลับสื่อออกมาอย่างเว้าวอน ให้นางตอบรับความรู้สึกของเขาเสียที จนนางเองอดใจสั่นไม่ได้เมื่อสบเข้ากับตาคู่นี้นาน ๆ แต่เอาเถอะ! จะลองเปิดใจให้เขาสักครั้ง เห็นแก่ที่เขาคอยดูแลเอาใจใส่นางมาตลอดทุกครั้งที่เจอ
“ท่านเลิกทำสายตาเช่นนั้นสักทีเถอะ” ร่างบางเหวออกไปเสียงแข็งกลบความเขินอาย
“ทำไม?”
“แล้วไยต้องถามกลับเล่า”
“อืม เช่นนั้นมาต่อเรื่องเมื่อครู่กันเถิด” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยออกมาแหบพร่าทำเอาอวี้จื่อลู่ขนลุกซู่ รู้สึกวูบวาบไปทั่วร่าง ใบหน้าเรียวได้รูปค่อย ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อ
“ระ...เรื่องอะไร ยะ...อย่างนั้นหรือ” แล้วทำไมต้องพูดติด ๆ ขัด ๆ ด้วยเล่า ฮื่อ... หมดกัน
น้ำเสียงสั่น ๆ ของนางถูกใจเขาไม่น้อย ยิ่งเห็นนางเสียอาการทำตัวไม่ถูกยิ่งน่ามองเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะใบหน้าแดงระเรื่อราวกับซีหงซื่อ “หึ” มุมปากหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
นางจ้องมองบุรุษตรงหน้าเขม็ง คิดว่านางไม่เห็นอย่างนั้น หรือว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายยิ้ม “ไม่ต้องมา หึ!”
“ได้ ๆ เอาตามที่เจ้าว่ามาได้เลย” หยางหลงยกมือขึ้นเหนือหัวทั้งสองข้าง กล่าวยิ้ม ๆ
“ท่านชอบข้าจริง ๆ หรือ?” นางถามย้ำ เพื่อต้องการความแน่ใจให้แก่ตนเอง
“ใช่! ข้าชอบเจ้า จนเรียกว่ารักเลยก็ว่าได้”
“ท่านมั่นใจแล้ว...”
“ยิ่งกว่าแน่เสียอีก”
“แต่ข้าขอบอกเลยนะว่า ข้าไม่ชอบบุรุษหลายใจมากภรรยา”
“ข้ารู้ เจ้าเคยบอกแล้ว”
“จะไม่เสียทีหลังใช่ไหม”
“ไม่แน่นอน คนอย่างข้าพูดคำไหนคำนั้น”
“ก็ได้ ข้ายอมรับความรู้สึกท่าน”
“นี่...ข้าให้เจ้าไว้เป็นของแทนใจ” หยางหลงปลดหยกประจำตัวออกมาแบ่งครึ่งหนึ่ง แล้วยื่นให้ร่างบางเก็บเอาไว้แทนตัวเขา จะบอกว่าเขาจองนางแล้วก็ว่าได้ หึ! เจ้าพวกแมลงตัวผู้ทั้งหลายอย่าหวังว่าจะได้นางไป เพราะนางเป็นของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น หากใครมันกล้าลองดี เดี๋ยวก็จะได้รู้ว่านรกที่แท้จริงเป็นเช่นไร
อวี้จื่อลู่รับป้ายหยกอีกครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายมาอย่างงง ๆ ในคราแรก แต่พอนึกขึ้นได้เท่านั้นแหละ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา “นะ...นี่มัน”
“ข้าจองเจ้าแล้วนะ ห้ามให้ผู้ใดเข้าใกล้เจ้าเล่า”
“นี่มันมัดมือชกกันชัด ๆ เลยนะ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะข้าคิดอย่างที่เจ้าว่ามาจริง ๆ”
“นี่กะจะไม่ให้ข้าเหลือทางปฏิเสธเลยสินะ”
“ยิ่งพูดก็ยิ่งถูก”
เฮ้อ... นางหมดคำจะเอ่ยกับบุรุษหน้ามึนผู้นี้เสียเหลือเกิน อดจะนึกถึงใบหน้าปลาตายเรียบนิ่งของเขา ก่อนหน้าที่รู้จักกันแรก ๆ ชะมัด “แต่บอกไว้ก่อนล่ะ หากข้าจับได้ว่าท่านมีสตรีขึ้นมาล่ะก็... อย่าหวังว่าจะได้เห็นหน้าข้าอีกเลย”
“ไม่มีทางถึงวันนั้นแน่นอน เจ้าวางใจได้”
“แล้วถ้าหากมีเหตุการณ์บีบบังคับให้ท่านต้องแต่งเล่า”
“งั้นข้าก็จะฆ่าสตรีนางนั้นทิ้งเสียก็จบเรื่อง”
“แล้วท่านไม่กังวลผลที่จะตามมาภายหลังหรือ?”
“หากมันยุ่งยากนักก็ฆ่าให้หมด ใครที่มันไร้ประโยชน์แล้วยังไม่รู้ตัวก็กำจัดให้สิ้น”
“…” ดูท่าอะไรที่ขวางหูขวางตาโดนเขาสังหารจนสิ้นแน่ พ่อคุณเอ้ย! จะโหดอะไรปานนั้น อวี้จื่อลู่เองในเมื่อเปิดใจยอมรับอีกฝ่าย ก็ปลดป้ายหยกประจำตัวออกมาแบ่งเช่นกัน ทว่า... เอ๊ะ!! อีกครึ่งหนึ่งหายไปไหนกัน คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าเคร่งเครียดของนางทำเอาหยางหลงหลุดขำอีกมาเล็กน้อย จนนางต้องเงยหน้ามองแล้วถามอีกฝ่ายไปทางสายตา
“เจ้าหาสิ่งนี้อยู่หรือ?” หยางหลงหยิบป้ายหยกประจำตัวอีกเสี้ยวหนึ่งของนางออกมาให้ดู
“ไปอยู่กับท่านได้ยังไงกัน” นางจำได้ว่าไม่เคยให้มันกับใครมาก่อน
“ลองนึกดูดี ๆ สิ ว่าเมื่อหลายปีก่อนเจ้าได้ช่วยชีวิตใครไว้บ้าง”
“เอ๋!! อย่าบอกนะว่าเมื่อหลายปีก่อนคนที่ข้าเคยช่วยไว้เป็นท่าน”
“ใช่”
“งั้นหยกข้า...”
“อืม เจ้าทำตกไว้ และข้าเป็นคนเก็บมันไว้ หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ...”
“หืม...”
“ข้าชอบเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น”
“แต่ท่านหมดสตินะ”
“อืม ข้าชอบเจ้าผ่านหยกครึ่งเสี้ยวชิ้นนี้”
โอ้ย! ตกผู้ได้เพราะหยกครึ่งเสี้ยวที่ทำหล่นไว้ นี่เขาไม่กลัวเจอตัวจริงแล้วหน้าตาเหมือนผีบ้างหรือ นางควรต้องรู้สึกอย่างไรดีละเนี่ย
‘แม่เอ้ยยย!! ผู้ชายเขาชอบข้าเพียงเพราะหยกประจำตัวที่บังเอิญเก็บได้’
“แล้วท่านไม่กลัวว่าข้าจะหน้าตาขี้เหร่บ้างหรือไง”
“ไม่เลยสักนิด ต่อให้ไม่ใช่สตรีที่งดงาม ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”
“แล้วถ้ามีคนสวมรอยว่าเป็นข้าล่ะ”
“เจ้าเห็นข้าโง่ขนาดนั้น” หยางหลงเลิกคิ้วถามนางหน้านิ่ง
“เออ…ก็จริงของท่าน” ไม่น่าถามออกไปเลย เป็นไงล่ะ! เจอดอกนี้เข้าไปจุกอกเลย ไม่น่าถามอะไรที่มันสิ้นคิดเลยจริง ๆ อยากจะเอาตีนก่ายหน้าผากหนีอายเหลือเกิน นั่นสิ! คนอย่างหยางหลงนะหรือจะโดนใครหลอกตบตาได้ นอกเสียจากเขาจะยอมให้หลอกเองซะมากกว่า
“เก็บรักษาป้ายหยกที่ให้ไปดี ๆ ล่ะ เพราะมันคือตัวแทนข้า” ด้วยความเป็นห่วงสตรีตรงหน้า แม้รู้ว่านางเก่งกาจ แต่เขาก็ยังคงเป็นห่วงอยู่ดี
“อืม”
“ลู่เอ๋อร์” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกหญิงสาว นัยน์ตาเจ้าเล่ห์
“ว่า…” พอนางเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าเท่านั้นแหละ
จุ๊บ!!