เพียงแค่เงินสามสี่ร้อยบาท ทำให้เธอต้องถึงแก่ความตาย แต่ทำไม๊ ทำไม ต้องมาอยู่ในร่างของเด็กไม่มีหัวคิดแบบนี้ “มีอย่างที่ไหนหนีหมีขึ้นต้นไม้ ใครสั่งใครสอนกัน”
เพียงแค่เงินสามสี่ร้อยบาท ทำให้เธอต้องถึงแก่ความตาย แต่ทำไม๊ ทำไม ต้องมาอยู่ในร่างของเด็กไม่มีหัวคิดแบบนี้ “มีอย่างที่ไหนหนีหมีขึ้นต้นไม้ ใครสั่งใครสอนกัน”
“ไปกับข้า” ไม่ว่าเปล่า แต่เขากลับช้อนร่างบางขึ้นแนบอก สะกิดเท้าใช้วิชาตัวเบาทะยานตัวออกไปทางหน้าต่าง ส่วนสาวใช้ของนาง ก็ให้คนสนิทเขาเป็นคนจัดการพาไปส่งถึงที่หมายแทน โดยไม่มีส่วนใดบุบสลายแน่นอน หยางหลงยังคงเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทิศทางฝั่งตรงข้ามทางกลับจวนของนาง ทำเอาคนโดนอุ้มถึงกับมึนงง
“นี่ท่านจะพาข้าไปไหนกันหยางหลง” อะไรของเขาเนี่ย มาปุบปับแล้วอุ้มนางออกไปโดยไม่บอกกล่าวอะไรสักคำ นี่มันกรรโชกทรัพย์ เอ้ย! กรรโชกคนงามชัด ๆ
“…”
ถามก็ไม่ตอบ เกิดเป็นใบ้กระทันหันหรือไง ให้ตายเถอะ เป็นบ้าอะไรไปอีกเนี่ย ได้แต่ตีอกชกตัวเอง ไม่รู้ด้วยแล้ว จะพาไปไหนก็ไปเลย
หยางหลงเห็นอวี้จื่อลู่สีหน้าบูดบึ้ง ก็อดหัวเราะในลำคอมิได้ ไม่บ่อยที่จะได้เห็นนางมีอารมณ์เช่นนี้ เขาก้มหน้าลงมองคนในอ้อมแขนกล่าวเสียงนุ่มทุ้มคล้ายออดอ้อนอยู่ในที “ไปกับข้านะ ลู่ลู่”
อวี้จื่อลู่เองก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก เพราะใจนางเองก็มีลางสังณ์บางอย่างเรียกร้อง หากยอมไปกับอีกฝ่ายคล้ายจะได้เจอกับคำตอบที่เฝ้าตามหาอยู่ คิดไปพลางมองหน้าอีกฝ่ายไปด้วยใจสงบนิ่ง ปล่อยตัวตามสบายอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง สายลมอ่อนพัดปะทะใบหน้าเรียว ปล่อยวางทุกสิ่งแล้วให้มันเป็นไปตามโชคชะตา เหมือนกับนางที่โชคชะตาพัดพามายังที่แห่งนี้ ล้วนเป็นลิขิตสวรรค์นำพา และนางต้องช่วยคนผู้นั้นให้สำเร็จ เพื่อชีวิตอันสงบสุขภายภาคหน้าของตัวนางเองด้วยเช่นกัน
ร่างบางชมนกชมไม้ มองตามเส้นทางที่ผ่านมาตลอด ทิวทัศน์รอบด้านล้วนงดงามตระการตา ไม่ทันไรหยางหลงก็พาร่างบางร่อนลงมาหน้าน้ำตก อวี้จื่อลู่เบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อเลยจะมีที่แบบนี้อยู่ด้วย ภาพน้ำตกไหลบ่าลงมาจากที่สูง ล้อมรอบไปด้วยทุ่งดอกไม้หลากสี พอก้มมองในลำธารพบว่าน้ำใสจนมองเห็นฝูงปลาแวกว่ายอยู่จำนวนมาก
หยางหลงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นร่างบางดูเหมือนจะชอบใจที่แห่งนี้ “เป็นอย่างไรบ้าง ชอบหรือไม่?”
“งดงามมาก น้ำใสจนเห็นฝูงปลา อากาศก็บริสุทธิ์นัก” แม้จะไม่ได้เอ่ยตอบตรงคำถาม แต่น้ำเสียงกลับพึงพอใจมาก ไหนจะรอยยิ้มกว้างเต็มปากนั่นอีก เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าปลื้มใจเท่าไหร่ อะไรที่นางชอบเขาล้วนชอบทั้งสิ้น
“หากเจ้าชอบ ไว้ข้าจะพามาบ่อย ๆ ดีไหม?”
“ก็เอาสิ!!”
หืม! ร่างหนาเลิกคิ้วสูงเชิงสงสัย อะไรรับปากง่ายขนาดนั้น เขายังคิดเลยว่า อาจจะต้องหาสิ่งอื่นมาหลอกล่อเพิ่มอีกถึงจะจูงใจนางได้ เพราะเท่าที่รู้จักนางมา หากมิใช่คนในครอบครัวแล้วล่ะก็ ยากที่จะตอบรับ ชักจะระแวงเสียแล้วสิ “ง่ายปานนั้นเชียว”
“ท่านมีปัญหาหรือ?” หึ! ระแวงข้าสินะ และอย่าคิดว่านางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแอบสืบประวัตินางมาก่อน ถึงจะได้ไปก็มิใช่ทั้งหมด
“ข้าหรือจะมี”
“แต่สีหน้ามิได้บ่งบอกอย่างที่ปากพูดหรอกนะ”
“หึ!!”
“ท่านรีบหรือเปล่า”
“ไม่”
“ก็ดี”
“แต่แค่สองชั่วยามเท่านั้น”
“อืม”
หยางหลงมองตามหญิงสาวแลดูการกระทำต่าง ๆ ของนางอย่างสนใจใคร่รู้ แต่ใครเล่าจะคาดเดาความคิดนางได้ เมื่อร่างบางถอดรองเท้าแลถุงเท้า เผยเท้าเปล่าเปลือยให้เห็น ทั้งยังพับขากางเกงขึ้นถึงเข่า ทำเอาหยางหลงหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ หึ่ม!! นี่นางกำลังยั่วยวนข้าอยู่ใช่หรือไม่? ไม่รู้หรือไรยิ่งเป็นนางความอดทนข้านั้นมันต่ำมาก สองมือกำแน่นจนเส้นปูดโปน พยายามอดทนอดกลั้นบางสิ่งที่กำลังตีตื้นขึ้นมา ยุบหนอพองหนอลูกรักหนอ ยังมิได้แต่งนางหนอรอก่อนหนอ เมื่อเกรงว่าเส้นความอดทนต่อภาพเย้ายวนตรงหน้าใกล้หมดลง เลยตัดใจหันหน้าหนี ตัดการรับรู้ทั้งหมดลง หลับตากำหนดลมปราณที่ปั่นป่วนภายในร่างกาย แม้จิตใจยังร้อนรุ่มกับภาพติดตา ทว่าเพียงไม่นานก็สงบจิตใจลงได้
อวี้จื่อลู่สัมผัสได้ถึงความแปรปรวนของร่างสูง พลางขมวดคิ้วเข้าหากัน หันมองอีกฝ่ายพบว่าชายหนุ่มยืนหันหลังให้นางอยู่ด้วยอารมณ์ไม่ปกติ เป็นอะไรไปอีกล่ะนั่น ดูพิลึกชอบกล แต่ช่างเถอะหาได้เกี่ยวกับนางไม่!! ร่างบางละความสนใจหันเหไปมองฝูงปลาในน้ำตาเป็นมัน ลอบกลืนน้ำลายลงคอ เม้มปากแน่น นัยน์ตาวาววับ
อืม ชักจะหิวเสียแล้วสิ มาเถิดเจ้าปลาน้อย มาให้ข้ากินเสียดี ๆ ว่าแล้วก็ซัดอาวุธลับไปสังหารปลาตัวอวบอ้วนที่เพ่งเล็งไว้ โดยไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร หากรู้ว่านางเอาอาวุธลับออกมาฆ่าปลาแทนที่จะเป็นพวกศัตรูหรือมือสังหาร แต่แล้วอย่างไรเล่าอาวุธข้า ข้าจะใช้เยี่ยงไรก็ได้ ใครจะสนกันล่ะเจ้า!! ฮุฮุฮุ
นางยืนกอดอกมองปลาตัวใหญ่ลอยขึ้นมาด้วยความภูมิใจ สบายล่ะ หาฟืนก่อไฟเถอะ หากไม่มีฟืนแล้วจะก่อไฟย่างได้ยังไง แต่ก่อนอื่นเก็บปลาขึ้นมาเสียก่อน ประเดี๋ยวจะอดเอาได้ แล้วหันไปให้ความสนใจร่างสูง ที่ยืนนิ่งเหมือนตอไม้ทางด้านหลัง
“หยางหลงท่านไปหาฟืนให้ข้าหน่อย นำวางกองไว้ตรงนี้นะ” พลางชี้มือไปตรงมุมขวามือใต้ต้นไม้ใหญ่ ส่วนตัวเองก็เดินลงน้ำไปจับปลาขึ้นมาแทนน
“อะ...อืม อืม” เขาตอบรับร่างบางทั้งที่ยังมึนเบลออยู่กับความคิดของตนเอง
เวลาต่อมา...
หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษนั่งล้อมกองไฟกินปลาย่างอย่างเอร็ดอร่อย ลืมสิ้นทุกอย่างแม้แต่มารยาทในการกิน โดยเฉพาะหยางหลงที่ดูเหมือนจะลืมตัวไปชั่วขณะหนึ่ง กำลังหยิบเนื้อปลาอันนุ่มเด้งสุกกำลังดีเข้าปาก จนอวี้จื่อลู่ต้องกระแอมทัก
“แฮ่ม!! อร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ”
“อร่อยยิ่ง ข้ามิคิดเลยว่าเนื้อมันจะหวานนุ่มลิ้นเช่นนี้ ทั้งยังไม่มีกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้นั่นอีก” หยางหลงกล่าวชมตาเป็นประกายวาววับ อร่อยกว่าที่เคยกินมาเลย แม้แต่พ่อครัวขึ้นชื่อยังสู้นางมิได้ คิดถูกจริง ๆ ที่ตัดสินใจเกี้ยวนางมาเป็นภรรยา
“หากอร่อย ก็กินเยอะ ๆ ล่ะ”
“ทำไมไม่กินต่อเล่า เจ้าอิ่มแล้วหรือ?” ปากพูดกับหญิงสาว แต่สายตานั่นจดจ้องไปยังปลาย่างไม่วางตา
“อืม” หากยังกินลงอีกก็แปลกคนเกินไปแล้ว ดูท่านสิกินอร่อยเสียขนาดนั้น ข้าทำใจแย่งท่านกินไม่ลงจริง ๆ เห้อ!!
นางนั่งมองอีกฝ่ายกินปลาเพลินตา ตัวแล้วตัวเล่าก็ยังมิพอ จนต้องไปจับมาอีกห้าตัวใหญ่ ๆ มาย่างเพิ่มให้ แล้วตวัดตามองไปดูซากปลาข้าง ๆ ที่กองพะเนินแล้ว ได้แต่ถอดถอนใจ นี่เขาไปอดอยากมาจากไหนเนี่ย ในท้องท่านมีหลุมดำอยู่หรือไร ถึงได้กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มเสียที หากห้าตัวนี้ยังไม่พออีกละก็ ได้เห็นดีกันแน่ ฮึ่ม!! กำหมัดแล้วนะ
ราวกับนกรู้ หยางหลงเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อรู้สึกลางสังหรณ์แปลก ๆ ขนตั้งลุกชัน เสียวหลังวาบ “มะ...มี อะไร”
“เปล๊า!! กินไปสิ”
‘เสียงสูงมาเชียว’
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อทันที ในระหว่างที่กำลังเดินทางหยางหลงก็เล่ารายละเอียดคร่าว ๆ ให้เพียงเพราะต้องการให้นางไปเยี่ยมเยือนจวนส่วนตัวเขาเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากเลย ทำเอาอวี้จื่อลู่ถึงกับร้อง ห๊ะ!! เสียงดังมาก ทั้งคู่ต่างถกเถียงกันไปตลอดเส้นทาง จวบจนมาถึงใจกลางหุบเขา มีจวนหลังใหญ่ตั้งตระง่านงดงามโดดเด่นตา
“นี่จวนท่านอย่างนั้นหรือ”
“อืม”
“งดงามน่าอยู่ดีนี่”
“หากชอบ ก็มาอยู่ด้วยกันสิ”
“หืม”
“ข้าพูดจริงนะ”
“แต่ข้าไม่รีบ หึ!”
“ไปเถิด เข้าไปดูด้านในกัน” หยางหลงพาอวี้จื่อลู่เดินชมรอบจวน พลางพูดคุยกันเป็นระยะ ๆ ทั้งยังพูดถึงเรื่องการเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง เพราะนางต้องการทำยาถอนพิษ และสมุนไพรที่ขาดไปนั่นก็เป็นตัวเดียวกับที่หยางหลงเองต้องใช้เช่นกัน ทว่าเขายังมีสมุนไพรไม่ครบ ขาดอยู่อีกสองชนิด ทั้งสองจึงได้ตกลงเดินทางไปด้วยกัน
จวบจนเข้าสู่ยามเย็น
ในระหว่างที่พวกเขานั่งพูดคุยกันอยู่ในห้องโถง หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จผ่านไปสักระยะ ก็ชักชวนกันไปเดินย่อยอาหารกันด้านนอก โดยชายหนุ่มได้หลงลืมบางสิ่งไปชั่วขณะ
เดินไปได้เพียงครู่จู่ ๆ หยางหลงเริ่มมีสีหน้าเจ็บปวด เหงื่อผุดซึมขึ้นตามใบหน้า เส้นผมสีดำน้ำหมึกค่อย ๆ กลายเป็นสีขาวดอกเลา นัยน์ตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน อีกอย่างนะทำไมรู้สึกว่าอุณภูมิร่างกายของร่างสูงถึงได้แปรปรวนไม่คงที่เช่นนี้ล่ะ ยิ่งเริ่มพลบค่ำ ฟ้าเริ่มมืดไร้แสงตะวัน ทำเอานางหวนนึกไปถึงคำพูดของท่านตาเทพทันที พลางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรี พบว่าในคืนนี้คือคืนที่จันทร์เต็มดวง
‘บุรุษผู้นั้นในยามพระจันทร์เต็มดวงจะปรากฏนัยน์ตาสีฟ้า ทั้งยังมีผลข้างเคียงที่แสนทรมานร่างกายจะถูกห่อหุ้มไปด้วยความเย็น จากนั้นไอเย็นจะค่อย ๆ ซึมลึกเข้าไปในเนื้อหนังและกระดูกเมื่อถึงเวลานั้นร่างกายจะถึงจุดที่ย่ำแย่และอ่อนแอเป็นที่สุด พิษนี้เรียกว่า เหมันต์หวนคืน พิษนี้เป็นพิษของตระกูลไป๋ที่หายสาบสูญไปนานนับพันปี ทว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนได้มีคนนำพิษนี้ออกมาใช้กับใครบางคนและคนคนนั้นคือคนที่เจ้าต้องช่วย’